แหล่งข้อมูลนำเข้าคือคอนเทนเนอร์ที่ใช้เก็บข้อมูลที่คุณอัปโหลดไปยัง Analytics และประกอบด้วยฐานข้อมูล บริการ หรือไฟล์ CSV ที่คุณอัปโหลดและการแมปช่อง Analytics กับช่องในฐานข้อมูล บริการ หรือ CSV ภายนอก แหล่งข้อมูลนำเข้าจะควบคุมวิธีผูกข้อมูลที่อัปโหลดกับข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งคุณจะเป็นผู้กำหนดค่าแหล่งข้อมูลนำเข้าในระดับพร็อพเพอร์ตี้
หากต้องการจัดการแหล่งข้อมูลนำเข้าสําหรับพร็อพเพอร์ตี้ ให้คลิกผู้ดูแลระบบ แล้วในส่วนการเก็บรวบรวมและการแก้ไขข้อมูล ให้คลิกนําเข้าข้อมูล
ในหน้านี้
Data-source types
ประเภทแหล่งข้อมูลจะสอดคล้องกับประเภทข้อมูลเฉพาะที่คุณต้องการนําเข้า เช่น เป็นประเภทแหล่งข้อมูลสำหรับข้อมูลต่อไปนี้
ในแต่ละรายการ คุณจะมีตัวเลือกที่แตกต่างกันสำหรับมิติข้อมูลและเมตริก (สคีมา) ที่จะอัปโหลดข้อมูลได้ คุณเลือกทำสิ่งต่อไปนี้ได้ โดยขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลนำเข้า
- อัปโหลด CSV
- ใช้ SFTP
- เชื่อมต่อกับ Salesforce (ดูข้อมูลเพิ่มเติม)
ส่วนนี้มีไว้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการนำเข้าข้อมูลเหตุการณ์ Salesforce ออฟไลน์ใน Google Analytics การนําเข้า Salesforce จะใช้ประเภทการนําเข้าข้อมูลเหตุการณ์ออฟไลน์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีนําเข้าข้อมูลเหตุการณ์ออฟไลน์
- คุณต้องมีบทบาทผู้แก้ไขสําหรับพร็อพเพอร์ตี้ Analytics ที่คุณจะใช้นําเข้าข้อมูล
- ตัวอย่างโค้ดในส่วนนี้ใช้สำหรับเป็นข้อมูลอ้างอิง รายละเอียดการติดตั้งใช้งานเฉพาะอาจต้องใช้โค้ดเพิ่มเติมหรือวิธีการที่ต่างออกไป
ขั้นตอนที่ 1: เลือกวิธีระบุผู้ใช้
Analytics มีวิธีระบุผู้ใช้แบบเป็นโปรแกรม 2 วิธี ได้แก่ Client-ID และ User-ID คุณต้องติดตั้งใช้งาน Client-ID เพื่อรองรับการนําเข้าข้อมูลสําหรับ Salesforce หรือคุณอาจเลือกติดตั้งใช้งาน User-ID ด้วยก็ได้
Client-ID จะระบุอินสแตนซ์ของเบราว์เซอร์โดยการประมวลผลข้อมูลเพื่อไม่ให้ระบุตัวบุคคลนั้นได้ นี่คือตัวระบุบนคุกกี้แบบไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติโดยเว็บไซต์ที่เปิดใช้ Analytics จากการเข้าชมครั้งแรกของผู้ใช้
User-ID ใช้การวิเคราะห์กลุ่มเซสชันในอุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้สตริงรหัสแบบถาวรที่ไม่ซ้ำกันและไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ในการแทนตัวผู้ใช้
คุณต้องเพิ่ม Client-ID และ User-ID (ไม่บังคับ) ลงในหน้าโฆษณาแบบกรอกฟอร์มและหน้าเว็บอื่นๆ ที่ต้องการวัด ซึ่งสามารถทำได้ผ่าน Google Tag Manager หรือตัวแปร JavaScript
ขั้นตอนที่ 2: กำหนดค่าการเข้าถึงออบเจ็กต์และช่องใน Salesforce
หากต้องการตั้งค่าการผสานรวม Salesforce ของ Analytics คุณต้องมีสิทธิ์เข้าถึงโดยสมบูรณ์ในออบเจ็กต์และช่องต่อไปนี้ใน Salesforce บัญชีผู้ใช้ Salesforce ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระดับผู้ดูแลระบบอาจมีสิทธิ์เข้าถึงช่องเหล่านี้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ คุณต้องให้สิทธิ์แก้ไขข้อมูลทั้งหมดแก่ผู้ใช้ที่ลิงก์บัญชี Salesforce กับ Analytics อยู่ การดําเนินการนี้จําเป็นสําหรับ Salesforce Metadata API เพื่อให้ Google สามารถดึงข้อมูลการตั้งค่า Conversion จากผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า การผสานรวมนี้ไม่ได้เป็นการแก้ไขบัญชี Salesforce ของคุณ และระบบจะใช้ Metadata API ในสถานะอ่านอย่างเดียว
แสดงรายการช่องที่ต้องกรอก
| ออบเจ็กต์ | ช่องที่ต้องกรอก | |
|---|---|---|
| LeadStatus |
รหัส MasterLabel SortOrder |
|
| OpportunityStage |
รหัส MasterLabel SortOrder IsActive |
|
| LeadHistory |
CreatedDate OldValue NewValue ช่อง |
|
| ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า |
สถานะ GACLIENTID* GAUSERID* GAMEASUREMENTID* |
|
| OpportunityFieldHistory |
CreatedDate OldValue NewValue ช่อง |
|
| โอกาส |
จำนวนเงิน StageName GACLIENTID* GAUSERID* GAMEASUREMENTID* |
|
| OpportunityLineItem | ทุกช่อง | |
| Product2 (Products) | ทุกช่อง | |
| Pricebook2 (Price Books) | ทุกช่อง | |
* ช่องที่กําหนดเองที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 ด้านล่าง
หากคุณใช้ Salesforce รุ่น Group Edition หรือ Professional Edition ก็จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงช่องได้โดยการเพิ่มช่องที่จำเป็นลงในเลย์เอาต์หน้าโอกาสในการขายและโอกาส ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าเลย์เอาต์หน้าเว็บและความปลอดภัยระดับช่องใน Salesforce
ขั้นตอนที่ 3: สร้างช่องใหม่ที่กำหนดเองใน Salesforce
ทําตามวิธีการต่อไปนี้เพื่อสร้างช่องที่กำหนดเอง 3 ช่องใน Salesforce เพื่อจัดเก็บข้อมูล Analytics คุณสามารถตั้งชื่อช่องได้ตามต้องการ ชื่อต่อไปนี้เป็นเพียงคำแนะนำก็จริง แต่เราขอแนะนำให้ใช้ เนื่องจากจะทำให้ติดตั้งใช้งานและแก้ไขข้อบกพร่องในอนาคต (หากมี) ได้ง่าย
| ชื่อช่อง | ชื่อ API | ความยาวช่อง |
|---|---|---|
| GACLIENTID | GACLIENTID__c |
255 |
| GAUSERID | GAUSERID__c |
255 |
| GAMEASUREMENTID | GAMEASUREMENTID__c |
255 |
- คุณต้องติดตั้งใช้งาน Client-ID และจะเลือกติดตั้งใช้งาน User-ID หรือไม่ก็ได้
- ชื่อช่องต้องเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ และสามารถติดป้ายกํากับช่องได้ตามต้องการ
- กําหนดให้ช่องเหล่านี้เป็นแบบอ่านอย่างเดียวเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์
- ช่องเหล่านี้ต้องสร้างขึ้นทั้งในออบเจ็กต์ Lead และ Opportunity
ขั้นตอนที่ 4: กําหนดค่าออบเจ็กต์ Lead และ Opportunity
ในออบเจ็กต์ Lead ให้เปิดใช้การติดตามประวัติช่องสําหรับช่อง Lead status ในออบเจ็กต์ Opportunity ให้เปิดใช้การติดตามประวัติช่องสําหรับช่อง Stage ซึ่งจะช่วยให้แน่ใจได้ว่าการอัปเดตใดๆ ในช่องเหล่านี้จะสร้างเหตุการณ์ได้
จับคู่ช่องในแต่ละออบเจ็กต์กับช่องที่คู่กันในออบเจ็กต์อื่น ดังนี้
- Lead.GACLIENTID กับ Opportunity.GACLIENTID
- Lead.GAUSERID กับ Opportunity.GAUSERID
- Lead.GAMEASUREMENTID กับ Opportunity.GAMEASUREMENTID
ขั้นตอนที่ 5: แก้ไขโฆษณาแบบกรอกฟอร์ม
แก้ไขโฆษณาแบบกรอกฟอร์มเพื่อบันทึกและจัดเก็บข้อมูลการติดตามที่จําเป็น คุณจำเป็นต้องทราบรหัสการวัดของคุณ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรหัสการวัด
เหตุใดจึงต้องระบุรหัสการวัดของฉัน
เพิ่มช่องการติดตามที่กําหนดเอง
ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงวิธีการเพิ่มช่องที่กําหนดเองซึ่งคุณสร้างขึ้นข้างต้นลงในโฆษณาแบบกรอกฟอร์มโดยใช้ JavaScript
<form action="" name="myForm">
Phone: <input type="text" name="phone_number">
<input type="hidden" id="GACLIENTID" name="GACLIENTID" value="">
<input type="hidden" id="GAUSERID" name="GAUSERID" value="">
<input type="hidden" id="GAMEASUREMENTID" name="GAMEASUREMENTID" value="G-XXXXX">
<input type="submit">
</form>
G-XXXXX ด้วยรหัสการวัดตั้งค่าช่องการติดตามที่กําหนดเอง
เพิ่มโค้ดนี้ลงในโฆษณาแบบกรอกฟอร์มเพื่อป้อนข้อมูลค่า Client-ID และ User-ID
<script type="text/javascript">
document.getElementById('FORM_ID').addEventListener(
'submit', function(event) {
ga(function() {
var tracker = ga.getAll()[0];
var clientId = tracker.get('clientId');
document.getElementById('GACLIENTID').value = clientId;
var userId = tracker.get('userId');
document.getElementById('GAUSERID').value = userId;
});
});
</script>
ขั้นตอนที่ 6: ลิงก์ Analytics กับบัญชี Salesforce
ลิงก์ Analytics กับบัญชี Salesforce โดยการสร้างการกำหนดค่าการนำเข้าข้อมูลใหม่ และตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงบัญชี Salesforce
ประเภทแหล่งข้อมูลจะสอดคล้องกับประเภทข้อมูลเฉพาะที่คุณต้องการนําเข้า เช่น เป็นประเภทแหล่งข้อมูลสําหรับข้อมูลแคมเปญ ข้อมูลสินค้า ข้อมูลผู้ใช้ และข้อมูลเหตุการณ์ออฟไลน์ ในแต่ละรายการ คุณจะมีตัวเลือกที่แตกต่างกันสำหรับมิติข้อมูลและเมตริก (สคีมา) ที่จะอัปโหลดข้อมูลได้ การนําเข้า Salesforce จะใช้ประเภทการนําเข้าข้อมูลเหตุการณ์ออฟไลน์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนําเข้าข้อมูลเหตุการณ์ออฟไลน์
นำเข้าข้อมูล Salesforce
หากต้องการนําเข้าข้อมูล Salesforce ออฟไลน์เกี่ยวกับโอกาสในการขายและโอกาสโดยใช้นำเข้าข้อมูล ให้ทําตามขั้นตอนต่อไปนี้
- ในส่วนผู้ดูแลระบบ แล้วคลิกนําเข้าข้อมูลในส่วนการเก็บรวบรวมและการแก้ไขข้อมูล
- หมายเหตุ: ลิงก์ก่อนหน้าจะเปิดพร็อพเพอร์ตี้ Google Analytics ล่าสุดที่คุณเข้าถึง คุณต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google เพื่อเปิดพร็อพเพอร์ตี้ คุณเปลี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ได้โดยใช้ตัวเลือกพร็อพเพอร์ตี้
- คลิกสร้างแหล่งข้อมูล
- ป้อนชื่อแหล่งที่มาของการนำเข้า
- เลือกประเภทข้อมูลเป็นเหตุการณ์
- คลิกอ่านข้อกำหนด หากได้รับข้อความแจ้งและยอมรับการรับทราบเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งเป็นข้อกําหนดเบื้องต้นสำหรับการอัปโหลดเหตุการณ์ออฟไลน์และ/หรือข้อมูลผู้ใช้
- เลือกเว็บ
- ในส่วน "อัปโหลดข้อมูลสำหรับนำเข้า" ให้เลือก Salesforce เป็นแหล่งที่มาของการนำเข้า
- เลือกตรวจสอบสิทธิ์ แล้วเข้าสู่ระบบบัญชี Salesforce เพื่อให้สิทธิ์การเชื่อมต่อ
- เลือกความถี่และเวลาเริ่มต้นในส่วน "กำหนดเวลา"
- หมายเหตุ: พร็อพเพอร์ตี้มาตรฐานรองรับการนําเข้ารายวัน ขณะที่ลูกค้า Analytics 360 สามารถเลือกเป็นรายชั่วโมงได้
- คลิกถัดไป
- เลือกเหตุการณ์สำคัญและช่องใน Salesforce ที่คุณต้องการวัดเป็นเหตุการณ์ Analytics โปรดดูขั้นตอนที่ 7, 8 และ 9 ด้านล่าง
- คลิกนำเข้า หลังจากการนําเข้าครั้งแรก ระบบจะนําเข้าข้อมูลตามกำหนดเวลา
ขั้นตอนที่ 7: ตั้งค่าโอกาสในการขาย
เลือกคีย์ เหตุการณ์สำคัญ และช่องที่ไม่บังคับสำหรับโอกาสในการขายที่คุณต้องการรวบรวมเป็นเหตุการณ์
ขั้นตอนที่ 8: สร้างโอกาส
เลือกคีย์ เหตุการณ์สำคัญ และช่องที่ไม่บังคับสำหรับโอกาสที่คุณต้องการรวบรวมเป็นเหตุการณ์
หากต้องการให้เหตุการณ์ Conversion ของโอกาสส่งผลต่อสถิติรายได้และ LTV (มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า) เราแนะนําให้คุณแมปสิ่งต่อไปนี้
- แมปเป้าหมาย Conversion สุดท้าย (เป้าหมายที่ชนะ) กับเหตุการณ์ "การซื้อ" ซึ่งช่วยให้คุณได้รับรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมสำหรับเหตุการณ์เหล่านั้นที่อาจมีรายได้
- แมป "จำนวนเงิน" (ซึ่งมีจำนวนรายได้สำหรับโอกาสที่ชนะ) กับพารามิเตอร์ "มูลค่า" (พารามิเตอร์ที่ Google Analytics รวบรวมข้อมูลรายได้)
- สุดท้ายนี้ คุณสามารถแมป "รหัส" (หรือช่องอื่นที่แทนรหัสธุรกรรมได้เหมาะสมกว่า) กับช่อง "รหัสธุรกรรม" ของ Google Analytics
ช่องที่รองรับแบบมาตรฐาน
คุณนําเข้าแอตทริบิวต์จากช่องโอกาสในการขายของ Salesforce แบบมาตรฐานต่อไปนี้ได้
- รหัส
- อุตสาหกรรม
- NumberOfEmployees
- คะแนน
- ScoreIntelligenceId (หากมีใน Salesforce Edition)
คุณยังนําเข้าช่อง Opportunity มาตรฐานต่อไปนี้ได้ด้วย
- จำนวนเงิน
- CampaignId
- ContractId
- ExpectedRevenue
- รหัส
- LeadSource
- ชื่อ
- ความน่าจะเป็น
- TotalOpportunityQuantity
รูปแบบที่รองรับ
นอกจากช่องมาตรฐานที่แสดงด้านบนแล้ว คุณสามารถนําเข้าช่องแอตทริบิวต์ที่กําหนดเองทั้งหมดที่มีรูปแบบช่อง Salesforce ต่อไปนี้ได้ด้วย
- boolean
- currency
- date
- datetime
- dateTime (camelCase)
- double
- int
- percent
- picklist
- string
- textarea
- time
วิธีนําเข้าแอตทริบิวต์
- เลือกมิติข้อมูลที่กําหนดเองและ/หรือเมตริกที่กําหนดเองของ Analytics ที่คุณต้องการเก็บข้อมูลแอตทริบิวต์
- ตรวจสอบว่ามิติข้อมูลที่กําหนดเองที่เลือกมีระดับที่ถูกต้อง ในกรณีส่วนใหญ่ ระดับนี้จะเป็นระดับของพร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้ ดูวิธีทําความเข้าใจระดับของ Google Analytics
- ใช้เมนูแบบเลื่อนลงในคอลัมน์ชื่อช่องของ Salesforce เพื่อจับคู่ช่อง Analytics กับช่อง Salesforce
ตัวอย่างการกำหนดค่า
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของช่อง Salesforce มาตรฐานที่รองรับและการแมปช่องที่กําหนดเองของ Analytics
| ช่องที่กําหนดเองของ Analytics: ขอบเขต | ชื่อช่อง Salesforce |
|---|---|
| มิติข้อมูล: เหตุการณ์หรือผู้ใช้ | โอกาสในการขาย: รหัสโอกาสในการขาย |
| มิติข้อมูล: เหตุการณ์หรือผู้ใช้ | โอกาสในการขาย: คะแนนโอกาสในการขาย (คะแนนที่คาดการณ์ของ Salesforce Einstein) |
| มิติข้อมูล: ผู้ใช้ | โอกาสในการขาย: อุตสาหกรรม |
| มิติข้อมูล: เหตุการณ์หรือผู้ใช้ | โอกาสในการขาย: การจัดประเภท |
| มิติข้อมูล: เหตุการณ์หรือผู้ใช้ | โอกาส: รหัสโอกาส |
| เมตริก: เหตุการณ์ | โอกาส: จำนวน |
| มิติข้อมูล: เหตุการณ์หรือผู้ใช้ | โอกาส: ความน่าจะเป็น (%) |
| เมตริก: เหตุการณ์ | โอกาส: จํานวนที่คาดหวัง |
| มิติข้อมูล: เหตุการณ์หรือผู้ใช้ | โอกาส: หมายเลขคําสั่งซื้อ |
ฉันควรใช้ขอบเขตใด
ขั้นตอนที่ 9: ทดสอบการตั้งค่า
ทดสอบการกําหนดค่าโดยตรวจสอบว่าข้อมูล Salesforce ที่นําเข้าปรากฏในรายงาน Analytics หรือไม่ (เช่น รายงานเหตุการณ์ หรือรายงานแบบเรียลไทม์) และการสำรวจ
หากต้องการตรวจสอบสถานะของการนําเข้าล่าสุด ให้ไปที่ผู้ดูแลระบบ แล้วคลิกนําเข้าข้อมูลในส่วนการเก็บรวบรวมและการแก้ไขข้อมูล
หมายเหตุและข้อจํากัด
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณปฏิบัติตามข้อกําหนดในการให้บริการ และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Analytics
- ห้ามนําเข้าข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวบุคคลนั้นได้ (PII)
- ข้อมูลที่นําเข้าจะใช้สกุลเงิน (หรือสกุลเงินต่างๆ ถ้าคุณเปิดใช้หลายสกุลเงินไว้) ที่คุณตั้งค่าไว้ในบัญชี Salesforce
- ระบบจะนําเข้าข้อมูลสินค้า Salesforce ไปยังออบเจ็กต์ Opportunity ไม่ใช่ข้อมูล Lead
- โดยระบบจะนำช่องที่ว่างเปล่าออกในเวลาที่นำเข้า
- ระบบจำกัดข้อมูลสินค้าไว้ที่ดัชนีสินค้าที่ไม่ซ้ำกัน 200 รายการ
สคีมาแหล่งข้อมูล
เมื่อสร้างแหล่งที่มา คุณจะต้องกําหนดสคีมา ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ผูกข้อมูลที่คุณอัปโหลดกับข้อมูลเหตุการณ์ Analytics ที่มีอยู่ สคีมาแบบง่ายประกอบด้วยมิติข้อมูลคีย์สำหรับการรวม ("คีย์") และมิติข้อมูลหรือเมตริกการนําเข้า ในการนำเข้าข้อมูล Analytics จะมองหาค่าคีย์ในข้อมูลเหตุการณ์ที่ตรงกับค่าคีย์ในข้อมูลที่อัปโหลด และเมื่อเจอค่าที่ตรงกัน Analytics จะเพิ่มค่ามิติข้อมูลและเมตริกอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับคีย์นั้น (หรือแทนที่ค่าหากรวบรวมมาแล้ว) ให้กับข้อมูลเหตุการณ์ที่มีอยู่ แหล่งข้อมูลบางประเภทช่วยให้คุณใช้มิติข้อมูลหลายรายการในการกำหนดคีย์ และแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่สามารถใช้มิติข้อมูล/เมตริกหลายรายการกับช่องนำเข้าได้
คีย์สำหรับการรวมประกอบด้วยมิติข้อมูล Analytics อย่างน้อย 1 รายการ และอาจประกอบด้วยมิติข้อมูลได้สูงสุด 3 รายการ
ทั้งนี้มิติข้อมูลคีย์จะแตกต่างกันไปตามประเภทชุดข้อมูลที่คุณเลือก
รายการของมิติข้อมูลคีย์ที่ใช้ได้จะอยู่ในเมนูแบบเลื่อนลงในเครื่องมือสร้างสคีมาแหล่งข้อมูล
คุณสามารถอัปโหลดข้อมูลผ่านแหล่งข้อมูลนำเข้าเดียวกันได้หลายครั้ง ตราบใดที่คุณเพิ่มค่าลงในฟิลด์ที่มีอยู่ เมื่อบันทึกแหล่งข้อมูลนำเข้าแล้ว คุณจะเปลี่ยนการแมปฟิลด์ Analytics กับฟิลด์ในการนําเข้าไม่ได้ หากต้องการเพิ่มฟิลด์ลงในแหล่งข้อมูลนำเข้าที่มีอยู่ คุณจะต้องลบแหล่งข้อมูลนำเข้านั้น แล้วสร้างใหม่ หรือจะนําเข้าแหล่งข้อมูลนำเข้าอื่นซึ่งมีฟิลด์ใหม่ที่ต้องการรวมไว้ก็ได้ ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับขีดจํากัดต่อประเภทการนําเข้าข้อมูล
เมื่อนําเข้าข้อมูลไปยังแหล่งข้อมูลนำเข้าที่มีอยู่อีกครั้ง ข้อมูลที่นําเข้าก่อนหน้านี้จะยังคงอยู่ขณะต่อท้ายข้อมูลที่นําเข้าใหม่ หากข้อมูลที่นําเข้ามีชุดคีย์เดียวกับข้อมูลที่นําเข้าก่อนหน้านี้ ระบบจะเขียนทับข้อมูล