ทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าบริการของ Google Play

นักพัฒนาแอปต้องเสียค่าบริการ Google Play โดยอิงตามเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อหรือการซื้อแบบดิจิทัลในแอปของตน โดยมีนักพัฒนาแอปใน Google Play เพียง 3% ที่ต้องเสียค่าบริการ ส่วนนักพัฒนาแอป 97% ที่เหลือสามารถเผยแพร่แอปของตนและใช้ประโยชน์ทั้งหมดจาก Google Play ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ค่าบริการแสดงถึงคุณค่าของสิ่งที่ Android และ Google Play มีให้ ตลอดจนบริการอื่นๆ ที่เราจัดให้นักพัฒนาแอป ซึ่งรวมถึงการเผยแพร่และการค้นพบแอป แพลตฟอร์มการค้า เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแอป ข้อมูลวิเคราะห์ การฝึกอบรม และอีกมากมาย

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Google Play จึงเรียกเก็บค่าบริการ

ค่าบริการช่วยสนับสนุนการลงทุนของเราใน Android และ Google Play ให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ Android และ Google Play มีให้ ทั้งยังเป็นวิธีสร้างรายได้ของเราในฐานะธุรกิจรายหนึ่ง การพัฒนา เปิดตัว และทำการตลาดให้แอปต้องมีค่าใช้จ่ายฉันใด การพัฒนา เปิดตัว และทำการตลาดให้ระบบปฏิบัติการและ App Store ก็มีค่าใช้จ่ายฉันนั้น ธุรกิจรูปแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไปสำหรับร้านค้าแอปและเกมที่ดำเนินการโดย Microsoft, Apple, Steam, Nintendo, Amazon และบริษัทอื่นๆ

ค่าบริการมีราคาเท่าไร

เราไม่มีค่าบริการตายตัว เนื่องจากนักพัฒนาแอปมาจากหลายวงการ ซึ่งต้องใช้ระดับการสนับสนุนที่แตกต่างกันในการสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน 99% ของนักพัฒนาแอปที่ต้องเสียค่าบริการจะเข้าเกณฑ์ที่ต้องจ่ายค่าบริการไม่เกิน 15%

  • ค่าบริการจะอยู่ที่ 15% สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย $1 ล้านแรกในแต่ละปีเมื่อลงทะเบียน และ 30% สำหรับยอดที่เกิน $1 ล้าน ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาแอปรายย่อยขยายธุรกิจได้มากขึ้น
  • ค่าบริการสำหรับรายได้จากการสมัครใช้บริการทั้งหมดจะอยู่ที่ 15% ซึ่งแสดงถึงการลงทุนของนักพัฒนาแอปในการรักษาสมาชิกไว้ในระยะยาว
  • นักพัฒนาแอปในบางโปรแกรม เช่น Play Media Experience Program อาจมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดค่าบริการเนื่องจากเนื้อหามีต้นทุนสูง
ใครต้องเสียค่าบริการบ้าง

นักพัฒนาแอปที่เรียกเก็บเงินค่าแอปหรือนำเสนอสินค้าดิจิทัลและต้องเสียค่าบริการมีเพียง 3% เท่านั้น  ซึ่งหมายความว่ามีนักพัฒนาแอป 97% ที่สามารถเผยแพร่แอปและใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและบริการสำหรับนักพัฒนาแอปทั้งหมดของเราได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ค่าบริการนำไปใช้จ่ายกับเรื่องใดบ้าง

ค่าบริการช่วยสนับสนุนการลงทุนของเราใน Android และ Google Play แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ Android และ Google Play มีให้ ช่วยให้เราสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ทันสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วยให้นักพัฒนาแอปเข้าถึงผู้ใช้และสร้างธุรกิจให้ยั่งยืนได้ และช่วยรักษาแพลตฟอร์มให้ปลอดภัย

การลงทุนในด้านหลักๆ ได้แก่

  • Android และ Google Play Store: ระบบปฏิบัติการ Android ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายช่วยให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สามารถสร้างอุปกรณ์ที่หลากหลายในช่วงราคาต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ Google Play Store ยังมีแอปและเกมที่คัดสรรมาไว้มากที่สุด โดยให้บริการในประเทศต่างๆ กว่า 190 ประเทศ พร้อมด้วยคำแนะนำที่ปรับเปลี่ยนเฉพาะบุคคลและการค้นหาแอปคุณภาพสูงก็ทำได้ง่าย
  • แพลตฟอร์ม Android ใหม่: เราสร้างแพลตฟอร์มสำหรับอุปกรณ์รูปแบบใหม่ๆ เช่น Auto และ TV เพื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้แก่นักพัฒนาแอปในช่องทางต่างๆ
  • ความปลอดภัย: ผู้บริโภคไว้วางใจ Android และ Google Play เพราะความปลอดภัย การตรวจสอบแอปช่วยให้มั่นใจได้ว่าแอปเป็นไปตามนโยบายด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ตลอดจนการรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติของ Google Play Protect ซึ่งสแกนแอปกว่า 1 แสนล้านแอปต่อวัน
  • การเผยแพร่แอป: นักพัฒนาแอปเข้าถึงผู้ใช้ Android กว่า 3 พันล้านคนได้ทันที พร้อมด้วยความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งตามอุปกรณ์และฟังก์ชันการทำงาน ตลอดจนให้บริการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
  • เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแอป: นักพัฒนาแอปสามารถทำการทดสอบ, ทดสอบเบต้า, เพิ่มประสิทธิภาพข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store, วิเคราะห์ประสิทธิภาพ และอื่นๆ
  • ระบบการเรียกเก็บเงิน: ผู้ใช้จะอุ่นใจกับการชำระเงินที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ขณะที่นักพัฒนาแอปสามารถทำธุรกรรมได้ง่ายๆ กับผู้ใช้ 700 ล้านคนที่ใช้บัตรของขวัญ Google Play และรูปแบบการชำระเงินซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่
คุณค่าที่นักพัฒนาจะได้รับจาก Google Play

พันธกิจหลักของเราคือการช่วยให้นักพัฒนาแอปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น เรายังคงลงทุนในแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และบริการต่างๆ เพื่อให้การสนับสนุนนักพัฒนาแอปอยู่เสมอด้วย เราช่วยให้นักพัฒนาแอปเผยแพร่แอปสู่ผู้ใช้ Android หลายพันล้านคน และสร้างรายได้จากผู้คนทั่วโลกโดยเลือกวิธีรับเงินที่ใช้ในประเทศของตนแบบที่ต้องการได้

นอกจากนี้ Google Play ยังมีเครื่องมือและบริการต่างๆ ที่ช่วยให้นักพัฒนาแอปจัดการการเผยแพร่แอป, โอกาสในการโปรโมตและมีส่วนร่วมอีกครั้งใน Play Store, เครื่องมือในการทดสอบและเพิ่มประสิทธิภาพ, การวิเคราะห์ข้อมูล, การสนับสนุนด้านเทคนิค, การฝึกอบรมฟรีกับ Play Academy และอีกมากมาย

นักพัฒนาแอปทุกรายต้องจ่ายค่าบริการสำหรับการซื้อสินค้าดิจิทัลในแอปหรือไม่

เรามุ่งมั่นที่จะใช้โมเดลธุรกิจที่เปิดโอกาสให้เราลงทุนใน Android และ Play ได้ แต่เราเข้าใจดีว่านักพัฒนาแอปแต่ละรายไม่เหมือนกันและไม่สามารถใช้เกณฑ์ที่ตายตัวเพียงเกณฑ์เดียวกับทุกคนได้ โมเดลธุรกิจที่เราใช้กับนักพัฒนาแอปส่วนใหญ่คือค่าบริการ ซึ่งสำหรับนักพัฒนาแอปมากกว่า 99% ค่าบริการนี้จะอยู่ที่ 15% หรือน้อยกว่านั้น นักพัฒนาส่วนน้อยที่ลงทุนใน Android และ Play โดยตรงอาจมีค่าบริการอีกอัตราหนึ่งในฐานะส่วนหนึ่งของการเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านการเงินในระยะยาวและการผสานรวมผลิตภัณฑ์สำหรับอุปกรณ์ทุกรูปแบบ พาร์ทเนอร์ด้านการลงทุนที่สำคัญเหล่านี้ช่วยให้เรานำผู้ใช้มาสู่ Android และ Play ได้มากขึ้นผ่านการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานสำหรับผู้ใช้ทุกคนอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่นักพัฒนาแอปทุกราย

การออกกฎหมายล่าสุดของเกาหลีใต้ส่งผลกระทบอะไรบ้าง

ผลจากการออกกฎหมายล่าสุดนี้ เราจะมีทางเลือกให้นักพัฒนาแอปทุกรายสามารถเสนอการเรียกเก็บเงินระบบอื่นสำหรับการซื้อในแอปควบคู่ไปกับระบบการเรียกเก็บเงินของ Google Play สำหรับผู้ใช้ชาวเกาหลีใต้ที่ทำการซื้อในแอปที่จัดจำหน่ายใน Play ในโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต

นักพัฒนาแอปจะยังคงต้องจ่ายค่าบริการสำหรับธุรกรรมที่ใช้การเรียกเก็บเงินระบบอื่นสำหรับการซื้อในแอป แต่ค่าบริการจะลดลง 4% ตัวอย่างเช่น หากค่าบริการเป็น 15% สำหรับธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านระบบการเรียกเก็บเงินของ Google Play ค่าบริการนี้จะเป็น 11% สำหรับธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านการเรียกเก็บเงินระบบอื่น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบล็อกของเรา

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ลงชื่อเข้าใช้เพื่อดูตัวเลือกการสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาของคุณอย่างรวดเร็ว

true
ค้นหา
ล้างการค้นหา
ปิดการค้นหา
แอป Google
เมนูหลัก
ค้นหาศูนย์ช่วยเหลือ
true
92637
false
false