การตั้งค่าการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดในแท็กโฆษณาของผู้เผยแพร่โฆษณาผ่าน Google

การตั้งค่าการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดตามคำขอที่คุณกำหนดค่าไว้จะนำไปใช้กับทั่วโลก ตัวอย่างเช่น หากคุณเพิ่มพารามิเตอร์การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดแบบตามคำขอไปยังคำขอสำหรับผู้ใช้จากรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา ระบบจะเปิดใช้โหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด และจะแสดงเฉพาะโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้เท่านั้น

การตั้งค่าการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดสำหรับหน้าที่ใช้แท็ก GPT และ AdSense

การส่งคำขอโฆษณา

โดยค่าเริ่มต้นนั้น คำขอโฆษณาไปยัง Google จะไม่จำกัดวิธีการประมวลผลข้อมูล และจะแสดงโฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ โดยมีการเลือกโฆษณาตามเนื้อหาของหน้าเว็บและประวัติของผู้ใช้แต่ละคนที่เข้าชมหน้าเว็บ Google รองรับการส่งสัญญาณผ่านแท็กโฆษณาอยู่แล้วด้วยเหตุผลหลายประการเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามข้อกำหนด ได้แก่

  • การตั้งค่าโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ในแท็กโฆษณาของผู้เผยแพร่โฆษณาผ่าน Google 
    (Ad Manager, AdMob, Android และ iOS, AdSense)
  • การติดแท็กคำขอโฆษณาสำหรับผู้ใช้ใน EEA ภายใต้อายุที่ให้ความยินยอมได้ (TFUA)
    (Ad Manager, AdMob, AdSense)​
  • การติดแท็กคำขอโฆษณาสำหรับการดูแลให้เหมาะสมกับเด็ก (TFCD)
    (Ad Manager, AdMobAdSense)
    ผู้เผยแพร่โฆษณาอาจเลือกใช้พารามิเตอร์ของ TFCD ในการแท็กคำขอสำหรับผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่าอายุที่ยินยอม ระบบจะเปิดใช้การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดเมื่อมีการตั้งค่าพารามิเตอร์ของ TFCD อีกด้วย

บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีขอโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดผ่านแท็กโฆษณา เมื่อคุณเปิดใช้การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด Google จะจำกัดวิธีใช้ข้อมูลและจะแสดงเฉพาะโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ หากคุณต้องการเปิดใช้การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดสำหรับผู้ใช้ทั้งหมดที่อยู่ในรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ คุณก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนการติดแท็กโฆษณา อ่านรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด รวมถึงวิธีเปิดใช้งานใน UI ได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือของ Google Ad Manager, AdMob หรือ AdSense

หากคุณต้องการเปิดใช้การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดเฉพาะกับผู้ใช้บางกลุ่ม แท็กโฆษณาแบบไม่พร้อมกัน GPT และ AdSense/Ad Exchange จะช่วยผู้เผยแพร่โฆษณาเรียกการแสดงโฆษณาที่ประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดตามคำขอได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจเป็นประโยชน์หากคุณเลือกที่จะแสดงลิงก์เลือกไม่รับ “ห้ามขายข้อมูลส่วนบุคคลของฉัน” สำหรับผู้ใช้ที่เลือกไม่รับ คุณสามารถตัดสินใจว่าการส่งผ่านสัญญาณนี้ถือเป็นการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ของคุณ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดได้ในบทความ "การช่วยให้ผู้เผยแพร่โฆษณาปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความเป็นส่วนตัวของสหรัฐอเมริกา" (Google Ad Manager, AdMob, AdSense)

  • สำหรับแท็ก GPT ให้ใช้ข้อมูลโค้ดต่อไปนี้

    googletag.pubads().setPrivacySettings({
    'restrictDataProcessing': true
    });

  • สำหรับแท็กโฆษณาแบบไม่พร้อมกันของ AdSense และ Ad Exchange ให้ใช้ข้อมูลโค้ดต่อไปนี้

    <ins class="adsbygoogle"
    style="display:inline-block;width:728px;height:90px"
    data-ad-client="ca-pub-0123456789abcdef"
    data-ad-slot="0123456789"
    data-restrict-data-processing="1"></ins>

วิธีการเหล่านี้จะเรียกใช้โหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดสำหรับคำขอโฆษณา Google ที่ตามมาภายหลัง โดยจะเรียกจากหน้าเว็บที่ออกโดยแท็กโฆษณาที่รองรับ ซึ่งได้แก่ GPT, แท็กโฆษณาแบบไม่พร้อมกันของ AdSense หรือ Ad Exchange (adsbygoogle.js) และ IMA SDK ตรวจสอบว่าแท็กโฆษณาอยู่ในโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดหรือไม่โดยค้นหาคำขอโฆษณาในเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของเบราว์เซอร์ และมองหาพารามิเตอร์ &rdp=1

API ที่เหมือนกันเหล่านี้จะอนุญาตให้ปิดใช้โหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด (และเปิดใช้การปรับเปลี่ยนตามโปรไฟล์ผู้ใช้อีกครั้ง) โดยการส่งผ่านในค่า false และค่า 0 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของแท็กที่ API คาดการณ์ไว้ หากหน้าเว็บมีแท็กโฆษณา Google หลายประเภท (เช่น มีทั้งแท็ก GPT และแท็กแบบไม่พร้อมกันของ AdSense/Ad Exchange) คุณต้องใช้การควบคุม RDP สำหรับแท็กแต่ละประเภท

การตั้งค่าการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดสำหรับแท็กอื่นๆ

แท็กรายการส่งคืน GPT

หากใช้แท็กรายการส่งคืน GPT คุณสามารถกำหนดให้คำขอโฆษณาเป็นโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดได้โดยใช้ googletag.pubads().setPrivacySettings ซึ่งเป็น API แบบเดียวกับที่ GPT ดั้งเดิมใช้

การไม่ตั้งค่านี้จะเป็นการกำหนดให้โฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้เป็นค่าเริ่มต้น

ตัวอย่างโค้ด

<script async
src="https://securepubads.g.doubleclick.net/tag/js/gpt.js"></script>
<div id='gpt-passback'>
  <script>
     window.googletag = window.googletag || {cmd: []};
     googletag.cmd.push(function() {
       googletag
         .defineSlot('/123/sports', [300, 250], 'gpt-passback')
         .addService(googletag.pubads());
       googletag.pubads().setPrivacySettings({
        'restrictDataProcessing': true
       });
       googletag.enableServices();
       googletag.display('gpt-passback');
     });
  </script>
</div>

คำขอโฆษณาแบบไร้แท็ก

หากใช้คำขอโฆษณาแบบไร้แท็ก คุณสามารถกำหนดให้คำขอโฆษณาเป็นโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดได้โดยใส่พารามิเตอร์ rdp=[int] ใน URL คำขอแท็กได้โดยตรง เราขอแนะนำให้คุณระบุพารามิเตอร์ในตอนต้นของแท็กเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตัดข้อความ ระบุ rdp=1 เพื่อกำหนดให้คำขอโฆษณาเป็นโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด หากไม่ระบุพารามิเตอร์ ระบบจะกำหนดค่าเริ่มต้นให้ปิดใช้การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดและอนุญาตให้ใช้โฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ 

ตัวอย่างโค้ด

https://securepubads.g.doubleclick.net/gampad/ad?iu=/12345/adunit&sz=728x90&rdp=1&c=12345

Google Mobile Ads SDK

โปรดไปที่เว็บไซต์ของนักพัฒนาแอปเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SDK โฆษณาในอุปกรณ์เคลื่อนที่ของ Google

SDK โฆษณาสื่ออินเทอร์แอกทีฟของ Google (สำหรับวิดีโอ)

ในคำขอวิดีโอ คุณระบุได้ว่าต้องการให้ Google จัดเนื้อหาวิดีโอให้เป็นโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด ซึ่งทำได้โดยใช้แท็กวิดีโอหลักที่สร้างขึ้นเอง (Ad Manager เท่านั้น) หรือ IMA SDK ใดก็ได้ที่เจาะจงแพลตฟอร์ม (HTML 5 IMA SDK, iOS IMA SDK, Android IMA SDK, Google Cast IMA SDK)

หากวิดีโอเพลเยอร์ใช้ฟีเจอร์การแทรกโฆษณาแบบไดนามิกของ Ad Manager โปรแกรมจะรวมพารามิเตอร์ rdp=1 เข้ากับวิดีโอออนดีมานด์ (VOD) หรือคำขอสตรีมแบบสดเพื่อส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังคำขอโฆษณาใดก็ตามที่รวมอยู่ (DAI HTML5 SDK, DAI Cast SDK, DAI iOS SDK, DAI Android SDK, DAI Roku SDK, DAI tvOS SDK)

แท็กโฆษณาเดิมของผู้เผยแพร่โฆษณาผ่าน Google

แท็กโฆษณา Google ประเภทอื่นๆ (เช่นแท็ก GAM แบบเดิม, แท็ก GUT และแท็กแบบซิงโครนัสของ AdSense หรือ Ad Exchange (show_ads.js)) ไม่รองรับการออกคำขอโฆษณาที่มีการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด เราแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้แท็กที่มีการรองรับฟีเจอร์เต็มรูปแบบสำหรับทั้งโฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้และโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด

AdSense สำหรับ Search

โดยค่าเริ่มต้นนั้น คำขอโฆษณาไปยัง Google จะไม่จำกัดวิธีการประมวลผลข้อมูล และจะแสดงโฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ โดยมีการเลือกโฆษณาตามเนื้อหาของคำค้นหาของผู้ใช้และประวัติของผู้ใช้แต่ละคนที่ทำการค้นหา เมื่อคุณเปิดใช้การประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด Google จะจำกัดวิธีใช้ข้อมูลและจะแสดงเฉพาะโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้

คุณสามารถเปิดใช้โหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดได้ทั้งแบบตามคำขอดังที่อธิบายไว้ด้านล่าง หรือโดยการขอให้ผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าปิดใช้การปรับเปลี่ยนโฆษณาตามโปรไฟล์ผู้ใช้สำหรับพร็อพเพอร์ตี้ที่เจาะจง

  • สำหรับแท็กโฆษณาในเว็บของ Custom Search Ads ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้ใน pageOptions ในแท็ก Custom Search Ads

    personalizedAds: false,

  • สำหรับแท็ก AdMob:

    builder.setAdvancedOptionValue("csa_personalizedAds", "false");

  • สำหรับแท็ก iOS:

    [request setAdvancedOptionValue:@"false" forKey:@"personalizedAds"];

วิธีการข้างต้นจะเรียกใช้โหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดและแสดงโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้สำหรับคำขอนั้นๆ ซึ่งเป็นพารามิเตอร์แบบไม่เก็บสถานะ หากไม่มีการตั้งค่าพารามิเตอร์ในคำขอที่ตามมาสำหรับผู้ใช้รายนั้น ลักษณะการทำงานจะกลับไปเป็นลักษณะการทำงานเริ่มต้น ซึ่งคือการขอโฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้

Accelerated Mobile Pages (AMP)

คำแนะนำเหล่านี้ใช้เฉพาะกับ Ad Manager และ AdSense ดูวิธีกำหนดค่าสำหรับหน้า AMP ที่ส่งคำขอโฆษณาด้วย <amp-ad type=”doubleclick”> หรือ <amp-ad type=”adsense”> ในแต่ละสถานการณ์

สำหรับคำขอโฆษณาจากหน้า AMP ผู้เผยแพร่โฆษณาอาจเลือกที่จะจำกัดการประมวลผลข้อมูลสำหรับผู้ใช้ทั้งหมดในรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา หรือจะเลือกจำกัดการประมวลผลข้อมูลเฉพาะบางกรณีก็ได้ โดยทำตามวิธีการต่อไปนี้เพื่อปิดใช้การปรับโฆษณาตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ ซึ่งผู้เผยแพร่โฆษณาจะนำการตั้งค่าการปรับโฆษณาตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ที่ถูกปิดใช้งานดังกล่าวมาใช้ เมื่อต้องการเปิดใช้งานโหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัด คำนี้อาจใช้แทนกันได้ในบทความนี้

การขอโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้สําหรับผู้ใช้ในรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา

หากคุณใช้แท็ก AMP AdSense หรือ AMP Doubleclick โดยไม่ได้ใช้การกำหนดค่าแบบเรียลไทม์ (RTC) คุณเพียงต้องเปิดใช้โหมดการประมวลผลข้อมูลแบบจำกัดใน UI ของ Google Ad Manager หรือ AdSense โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ กับหน้า AMP เพิ่มเติม

หากแท็กโฆษณา AMP ใช้การกำหนดค่าแบบเรียลไทม์ (RTC) ระบบจะส่งคำขอ RTC เมื่อได้รับความยินยอมหรือเมื่อไม่ต้องใช้ความยินยอมเท่านั้น (หมายเหตุ: คุณสามารถอนุญาตให้ส่งคำขอ RTC ที่เจาะจงได้ไม่ว่าสถานะความยินยอมจะเป็นเช่นไรก็ตาม) หากต้องกำหนดค่าไม่ให้ส่งคำขอ RTC สำหรับผู้ใช้ที่จะได้รับโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ (เช่น ผู้ใช้ในรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา) คุณสามารถใช้คอมโพเนนต์และการกำหนดค่า (amp-geo และ amp-consent) ต่อไปนี้

<!-- ตั้งค่าคอมโพเนนต์ amp-geo ให้ตรวจจับผู้ใช้ปลายทางจากสหรัฐฯ เท่านั้น ในปัจจุบันคอมโพเนนต์ amp-geo รองรับเฉพาะการตรวจจับภูมิศาสตร์ระดับประเทศ แต่การตรวจจับผู้ใช้ในรัฐของสหรัฐอเมริกากำลังจะใช้ได้ในไม่ช้า โปรดกำหนดค่าเป็น “unknown” เมื่อไม่สามารถระบุประเทศโดยใช้คอมโพเนนต์ amp-geo ได้ และให้อย่างน้อย 1 กลุ่มมีค่าเป็น “unknown” -->
<amp-geo layout=nodisplay>
  <script type="application/json">
    {
      "ISOCountryGroups": {
        "us": ["us"],
        "eea": ["preset-eea", “unknown”]
      }
    }
  </script>
</amp-geo>

<!-- ตั้งค่าคอมโพเนนต์ amp-consent ให้บล็อกคำขอและเก็บรวบรวมความยินยอมของผู้ใช้ จากนั้นเราจะกำหนดค่าคอมโพเนนต์ให้ถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้แสดงข้อความเตือนเพื่อขอความยินยอม ซึ่งจะป้องกันคำขอ RTC และส่งสัญญาณให้ Ad Manager/AdSense แสดงโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ -->
<amp-consent layout="nodisplay" id="consent-element">
  <script type="application/json">
    {
     “consentInstanceId”: “my_consent”,
      “consentRequire”: false,
“geoOverride”: {
  “us”: {
    “consentRequired”: “remote”,
    “checkConsentHref”: “https://your-endpoint” 
  }
}     
  </script>
</amp-consent>

เนื่องจากตอนนี้ amp-geo ยังไม่รองรับการตรวจจับรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา คุณจึงต้องระบุปลายทางเพื่อให้ AMP ทราบว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้รายดังกล่าวหรือไม่ ด้วยการตั้งค่า checkConsentHref AMP คาดหวังว่าจะได้รับออบเจ็กต์ JSON กลับจากปลายทาง โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตอบสนองของปลายทางจากเอกสารประกอบของเว็บไซต์ AMP

หากคุณไม่สามารถตั้งค่าปลายทางได้ ปัจจุบันทีม AMP กำลังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยคุณตรวจจับผู้ใช้ในรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่รอการเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าว คุณสามารถเลือกใช้การตั้งค่าความยินยอมสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาชั่วคราวไปก่อน ค่ากำหนด amp-consent มีลักษณะดังนี้

<!-- ตั้งค่าคอมโพเนนต์ amp-consent เพื่อบล็อกคำขอและเก็บรวบรวมความยินยอมจากผู้ใช้สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทั้งหมด -->
<amp-consent layout="nodisplay" id="consent-element">
  <script type="application/json">
    {
     “consentInstanceId”: “my_consent”,
      “consentRequire”: false,
“geoOverride”: {
  “us”: {
    “consentRequired”: “true”
  }
}     
  </script>
</amp-consent>

คุณต้องเพิ่มแอตทริบิวต์ data-block-on-consent ลงในคอมโพเนนต์ amp-ad ใดๆ ที่มีอยู่บนหน้าที่ระบุไว้ด้านล่างนี้ โดย _auto_reject จะสั่งให้โฆษณาไม่ต้องรอข้อความแจ้ง แต่แสดงโฆษณาสำรองที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ได้โดยตรง 

<!-- ขั้นตอนสุดท้ายคือการตั้งค่าแท็กโฆษณา โดยสั่งให้แท็กปฏิเสธความยินยอมโดยอัตโนมัติ -->
<amp-ad data-block-on-consent="_auto_reject"
    width=320 height=50
    type="doubleclick"
    data-slot="/4119129/mobile_ad_banner">
</amp-ad>

การแสดงโฆษณาที่ปรับ/ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ตามความยินยอม

เนื่องจาก AMP ไม่อนุญาต JavaScript ที่กำหนดเอง คำขอโฆษณาที่ปรับหรือไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้จึงขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าคอมโพเนนต์ amp-consent และแอตทริบิวต์ data-block-on-consent และ data-npa-on-unknown-consent สมมติว่าคุณได้กำหนดค่าคอมโพเนนต์ amp-consent และลิงก์กับแท็ก <amp-ad> ทั้งหมดในหน้าเว็บโดยใช้ data-block-on-consent แล้ว กรณีที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้

  • หากผู้ใช้ตอบรับองค์ประกอบ amp-consent (ผู้ใช้ยอมรับข้อความแจ้งเกี่ยวกับความยินยอม) ระบบจะขอโฆษณาตามปกติ
  • หากผู้ใช้ตอบปฏิเสธคอมโพเนนต์ amp-consent (ผู้ใช้ปฏิเสธข้อความแจ้งเกี่ยวกับความยินยอม) ระบบจะขอโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้
  • หากไม่ทราบการตอบสนองของผู้ใช้ต่อ amp-consent (ผู้ใช้ปิดข้อความแจ้งความยินยอม)
    • จะไม่มีการส่งคำขอโฆษณาเลยโดยค่าเริ่มต้น
    • หากตั้งค่า data-npa-on-unknown-consent ไว้เป็น true ระบบจะขอโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้
  • หากคุณกำหนดคอมโพเนนต์ amp-geo เพื่อที่จะไม่ใช้ความยินยอมตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้ใช้ ระบบจะส่งคำขอตามปกติ

หากแท็ก <amp-ad> ไม่ได้ใช้ data-block-on-consent หรือคุณกำหนดค่าคอมโพเนนต์ amp-consent ไม่ถูกต้อง ระบบจะส่งคำขอตามปกติ

ตัวอย่างการกำหนดค่าที่แจ้งขอความยินยอมจากผู้ใช้ทั้งหมดในรัฐที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีลักษณะการทำงานตามที่อธิบายไว้ข้างต้น มีดังนี้

<!-- ตั้งค่าคอมโพเนนต์ amp-geo ให้ตรวจจับผู้ใช้ปลายทางจากสหรัฐฯ เท่านั้น ในปัจจุบันคอมโพเนนต์ amp-geo รองรับเฉพาะการตรวจจับภูมิศาสตร์ระดับประเทศ แต่การตรวจจับผู้ใช้ในรัฐของสหรัฐอเมริกากำลังจะใช้ได้ในไม่ช้า โปรดกำหนดค่าเป็น “unknown” เมื่อไม่สามารถระบุประเทศโดยใช้คอมโพเนนต์ amp-geo ได้ และให้อย่างน้อย 1 กลุ่มมีค่าเป็น “unknown” -->

<amp-geo layout=nodisplay>
  <script type="application/json">
    {
      "ISOCountryGroups": {
        "us": ["us"],
        "unknown": ["unknown"]
      }
    }
  </script>
</amp-geo>

<!--ตั้งค่าความยินยอมสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทั้งหมด -->

<amp-consent layout="nodisplay" id="consent-element">
  <script type="application/json">
    {
    “consentInstanceId” : “my_consent”,
      “consentRequired”: false,
      “geoOverride”: {
        “us”: {
          “consentRequired”: “true”,
          “promptUI”: “myConsentFlow”
        }
      }
    }
  </script>
  <div id=”myConsentFlow”>...</div>
</amp-consent>

<!-- ขั้นตอนสุดท้ายคือการตั้งค่าแท็กโฆษณา โดยสั่งให้แท็กรอรับความยินยอมเมื่อจำเป็น และขอโฆษณาที่ไม่ได้ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้หากสถานะความยินยอมที่ได้รับคือ "unknown" -->
<amp-ad data-block-on-consent
    data-npa-on-unknown-consent=true
    width=320 height=50
    type="doubleclick"
    data-slot="/4119129/mobile_ad_banner">
</amp-ad>

คุณสามารถตั้งค่าปลายทางของคุณเองเพื่อเลือกส่งข้อความแจ้งขอความยินยอมจากผู้ใช้ได้ โดยกำหนดค่าหน้าเพื่อส่งคำขอ CORS POST ไปยังปลายทางผ่าน checkConsentHref ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเอกสารประกอบเกี่ยวกับ amp-consent

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม

เราจะปรับปรุงได้อย่างไร
true
บันทึกประจำรุ่น

อ่านเกี่ยวกับฟีเจอร์ล่าสุดของ Ad Manager และการอัปเดตในศูนย์ช่วยเหลือ

ดูว่ามีอะไรใหม่

ค้นหา
ล้างการค้นหา
ปิดการค้นหา
แอป Google
เมนูหลัก