ควบคุมค่าใช้จ่ายในการแจ้งหนี้รายเดือน

เมื่อคุณได้รับอนุมัติการแจ้งหนี้รายเดือน คุณจะได้รับวงเงินเครดิต ซึ่งวงเงินนี้ช่วยให้คุณคำนวณยอดเงินสูงสุดที่คุณสามารถใช้เป็นงบประมาณรายวันได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีในการกระจายค่าใช้จ่ายแคมเปญของคุณในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยใช้วิธีการดังนี้

ตัวอย่าง

สมมติว่าคุณมีบัญชี Google Ads ที่มี 2 แคมเปญ และคุณต้องการใช้จ่ายทั้งหมดที่ 400,000 บาทสำหรับเดือนที่มี 30 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินจำนวน 400,000 บาทนี้ใช้ได้ตลอดทั้งเดือน ขั้นแรกให้ตัดสินใจว่าคุณต้องการใช้จ่ายเท่าใดในแต่ละแคมเปญ สมมติคุณต้องการกำหนดเงิน 300,000 บาทให้กับแคมเปญ #1 และ 100,000 บาทให้กับแคมเปญ #2 เพื่อหางบประมาณรายวันของคุณ ให้หารแต่ละจำนวนเงินด้วย 30 ดังนี้

300,000 / 30 = 10,000

100,000 / 30 = 3,333.33

การทำตามสูตรนี้ คุณจะกำหนดให้แคมเปญ #1 มีงบประมาณรายวันเท่ากับ 10,000 บาท และแคมเปญ #2 มีงบประมาณรายวันเท่ากับ 3,333.33 บาท

โปรดทราบว่าหากคุณต้องการใช้จ่าย 400,000 บาทต่อเดือน และคุณมีเวลา 30 วันในการชำระเงิน คุณจะต้องมีวงเงินเครดิตอย่างน้อย 800,000 บาท นั่นเป็นเพราะว่า หลังจากเดือนแรก คุณคงได้ใช้วงเงินเครดิตไปแล้ว 400,000 บาท ดังนั้นกว่าจะถึงเวลาที่คุณต้องชำระเงิน (เช่น หลังจาก 30 วัน) คุณคงจะใช้เงินกับ Google เพิ่มไปอีก 400,000 บาทสำหรับเดือนที่สองนั้น เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องมีวงเงินเครดิตอย่างน้อย 800,000 บาท

ค่าใช้จ่ายรายวันของแคมเปญอาจสูงหรือต่ำกว่างบประมาณรายวันของคุณเล็กน้อย แต่จะไม่มีการเรียกเก็บเงินสำหรับแคมเปญเกินกว่างบประมาณรายวันคูณด้วยจำนวนวันในระยะเวลานั้น เราเรียกกรณีนี้ว่าการแสดงผลเกินงบ

เมื่อตั้งค่างบประมาณแคมเปญ โปรดทราบว่าวงเงินเครดิตจะต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายบัญชีของคุณ ซึ่งรวมถึง

  • ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในบัญชีของคุณแต่ละวัน ซึ่งยังไม่ได้ถูกเรียกเก็บเงิน
  • ค่าใช้จ่ายที่คุณได้รับใบแจ้งหนี้แล้วแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน
  • ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในบัญชีของคุณ ขณะที่การชำระเงินเดือนที่ผ่านมาของคุณกำลังได้รับการดำเนินการ (เป็นเวลาหลายวันเป็นอย่างต่ำ)

หากคุณใช้ไม่ถึงงบประมาณรายวันในแต่ละวัน ค่าใช้จ่ายรายเดือนอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ ดังนั้น การตรวจสอบค่าใช้จ่ายเป็นประจำจึงเป็นแนวคิดที่ดีหากคุณต้องการเพิ่มราคาเสนอ

คุณสามารถดูค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ในหน้าแคมเปญ ตรวจสอบว่าได้ตั้งค่าช่วงวันที่ที่เหมาะสมแล้ว จากนั้นจึงดูค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับแคมเปญแต่ละรายการในคอลัมน์สุดท้ายของตาราง

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ลงชื่อเข้าใช้เพื่อดูตัวเลือกการสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาของคุณอย่างรวดเร็ว