มาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการวัดจำนวนคลิกและการแสดงผลวิดีโอ/ความสามารถในการแสดงตัวโฆษณา/จำนวนการดู TrueView

Google มีเวอร์ชันแปลในศูนย์ช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งมิได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในนโยบายของเราแต่อย่างใด เวอร์ชันภาษาอังกฤษคือภาษาทางการที่เราใช้เพื่อบังคับใช้นโยบาย หากต้องการดูบทความนี้ในภาษาอื่น โปรดใช้รายการแบบเลื่อนลงของภาษาที่ด้านล่างของหน้าเว็บ

Media Rating Council logo

Media Rating Council (MRC) ชุดปัจจุบันได้รับรองว่า

  • วิธีการวัดคลิกในเครือข่ายดิสเพลย์และ Search ของ "Google Ads" รวมถึงเทคโนโลยีการแสดงโฆษณา "AdSense" ของ Google เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการวัดคลิก
  • การวัดการแสดงผลวิดีโอและการวัดความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอของ Google Ads ตามที่ได้รายงานไว้ในรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอนั้นเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการวัดการแสดงผลวิดีโอและการวัดความสามารถในการแสดงตัวโฆษณา
  • กระบวนการที่รองรับเทคโนโลยีเหล่านี้มีความถูกต้อง การรับรองนี้ใช้กับเทคโนโลยีการวัดของ Google ซึ่งมีการใช้ในอุปกรณ์ทุกประเภท ได้แก่ เดสก์ท็อป อุปกรณ์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต ทั้งในสภาพแวดล้อมของเบราว์เซอร์และแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

หลักเกณฑ์ทางอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Interactive Advertising Bureau (IAB) กับ MRC เพื่อควบคุมวิธีการนับคลิกบนโฆษณาเชิงโต้ตอบ รวมถึงวิธีตรวจหาและจัดการกับคลิกที่ไม่ถูกต้อง โดยบริษัท CPA ที่ได้รับการว่าจ้างจาก MRC จะทำการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์เหล่านี้

คุณจะเห็นข้อมูลสรุปด้านล่างเกี่ยวกับกระบวนการวัดคลิกที่ Google Ads และ AdSense ใช้ สำหรับแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่แนวทางการวัดคลิกของ IAB / MRC ซึ่งมีคำอธิบายเกี่ยวกับมาตรฐาน IAB ที่ใช้กับการนับการคลิกโฆษณาออนไลน์ นอกจากนี้คุณสามารถดูจดหมายรับรองของ Google ได้ด้วย

Google ได้รับการรับรองในด้านใด

การรับรองดังกล่าวเป็นการรับรองว่าเทคโนโลยีการวัดของ Google เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการนับเมตริกโฆษณาเชิงโต้ตอบ และรับรองว่ากระบวนการที่รองรับเทคโนโลยีนี้ถูกต้อง

ขอบเขตในการรับรองของ Google Ads นั้นหมายรวมถึง

การตรวจสอบการคลิกของ Google Ads

  • คลิก
  • คลิกไม่ถูกต้อง

การตรวจสอบวิดีโอของ Google Ads (รายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอ)

  • การแสดงผล
  • การแสดงผลที่ไม่ถูกต้อง
  • การแสดงผลที่วัดได้
  • การแสดงผลที่วัดไม่ได้
  • การแสดงผลที่ได้แสดง
  • การแสดงผลที่ไม่ได้แสดง
  • อัตราที่วัดได้
  • อัตราที่ได้แสดง
  • การกระจายการแสดงผล
  • TrueView: การดู
  • TrueView: การดูที่ไม่ถูกต้อง

สภาพแวดล้อม: เดสก์ท็อป, แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่, เว็บบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

การรับรองดังกล่าวเป็นการรับรองว่าเทคโนโลยีการวัดการแสดงผลและความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอของ Google เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการนับการแสดงโฆษณาวิดีโอและการวัดอัตราความสามารถในการแสดงตัวโฆษณา

กระบวนการตรวจสอบนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง

การตรวจสอบนี้มุ่งเน้นไปที่ระบบการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก, การแสดงผลวิดีโอ, จำนวนการดู TrueView และความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอของ Google ทั้งนี้ Google เสนอโซลูชันสำหรับผู้ลงโฆษณาผ่านทาง Google Ads และโซลูชันสำหรับผู้เผยแพร่โฆษณาผ่านทาง AdSense และ YouTube

เราส่งเฉพาะรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอเพื่อขอการรับรองเมตริกวิดีโอจาก MRC เท่านั้น

โฆษณา Google อาจแสดงต่อผู้ใช้ผ่านผลิตภัณฑ์หรือบริการต่อไปนี้ ซึ่งได้แก่ AdSense สำหรับเนื้อหา (AFC), AdSense for Domains (AFD), AdSense สำหรับ Search (AFS), Ad Exchange (AdX), YouTube และ Google.com โดย AFC จะเกี่ยวข้องกับโฆษณาที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ซึ่งใช้บริบทของข้อมูลบนหน้าเว็บนั้นเพื่อกำหนดและแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง AFD เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่แสดงบนหน้าเว็บของโดเมนใดๆ โดยเฉพาะ ซึ่งชื่อโดเมนนั้นคล้ายกับคำค้นหา AdX เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่แสดงในเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ใดๆ โดยเฉพาะ ซึ่งมีการใช้บริบทของหน้าเว็บและการเสนอราคาแบบเรียลไทม์เพื่อพิจารณาและแสดงโฆษณาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ YouTube เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่แสดงใน YouTube.com หรือในแอป YouTube ที่ซึ่งระบบใช้บริบทของวิดีโอและคำค้นหาในการกำหนดและแสดงโฆษณาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ AFS และ Google.com เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่แสดงเป็นผลการค้นหาที่เสียค่าใช้จ่าย ภายในบริบทของคำค้นหาและผลการค้นหาของเครื่องมือค้นหา

มีอะไรบ้างที่ไม่รวมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

โซลูชันการโฆษณาตามการแสดงผลที่ไม่ใช่วิดีโอของ Google เช่น Google Marketing Platform และระบบที่วัดการคลิกที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เชิงพาณิชย์ (เช่น Google Search) อยู่นอกเหนือขอบเขตของการตรวจสอบนี้ ระบบอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการตรวจสอบนี้รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและการจัดการ เช่น Google Analytics นอกจากนี้

  • เครื่องมือสร้างรายงานของ Google Ads และเมตริกวิดีโออื่นๆ ในหน้าแดชบอร์ดไม่ได้อยู่ในกระบวนการรับรอง
  • อุปกรณ์ประเภทอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่ในกระบวนการรับรองเช่นกัน
  • การคลิกในแคมเปญวิดีโอและ App Campaign ไม่ได้อยู่ในกระบวนการรับรองคลิกของ MRC
  • การแบ่งกลุ่มเมตริกหน้าแดชบอร์ด (ตัวอย่างเช่น ข้อมูลประชากร) ที่นอกเหนือจากผลรวมของแคมเปญในเครือข่ายดิสเพลย์และ Search รวมถึงการแบ่งประเภทอุปกรณ์ไม่ได้อยู่ในกระบวนการรับรองของ MRC

วิธีการวัดคลิก

วิธีการวัดคลิกจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมการคลิกทั้งหมดที่บันทึกไว้ โดยไม่ได้ใช้การสุ่มตัวอย่างเพื่อวัตถุประสงค์ในการวัดคลิก Google จะสังเกตการณ์โดยตรงเฉพาะขั้นตอน 2.2 ของกระบวนการอ้างอิงการคลิกของ IAB (คลิกที่มีการวัด) เท่านั้น หลังจากที่ได้รับจำนวนการคลิกโฆษณาเริ่มต้นจากเซิร์ฟเวอร์เปลี่ยนเส้นทางโฆษณาตามกระบวนการอ้างอิงการคลิกแล้ว Google Ads จะบันทึกการคลิกและส่งการเปลี่ยนเส้นทาง HTTP 302 ที่แคชไม่ได้ไปยังเบราว์เซอร์ตามสถานที่ตั้งที่กำหนดโดยผู้ลงโฆษณาสำหรับโฆษณาชิ้นนั้นๆ โดยเฉพาะ กระบวนการนี้ทำให้คลิกดังกล่าวกลายเป็นคลิกที่มีการวัด วิธีการวัดคลิกจะเหมือนกันในทุกประเภทอุปกรณ์ (เดสก์ท็อป อุปกรณ์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต) และสำหรับเบราว์เซอร์และแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ยกเว้นในกรณีที่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น

นอกจากนี้ ปัจจุบันการติดตามพร้อมกันเป็นฟีเจอร์เสริมเพื่อผู้ลงโฆษณาที่ใช้การวัดคลิกสำหรับการเข้าชมแคมเปญในเครือข่าย Search และแคมเปญ Shopping การติดตามพร้อมกันจะส่งลูกค้าจากโฆษณาไปยัง URL สุดท้าย (หน้า Landing Page) โดยตรงในขณะที่เกิดการวัดคลิกในเบื้องหลังไปพร้อมกัน (โดยไม่ต้องส่งลูกค้าไปยัง URL ติดตามผลก่อน)

โฆษณาแสดงได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ SDK โฆษณาในอุปกรณ์เคลื่อนที่ของ Google รองรับ (ดูรายชื่อของแพลตฟอร์มที่รองรับในปัจจุบัน)

ข้อจำกัดที่ทราบของวิธีการวัดคลิกนี้คือ การหยุดชะงักของเครือข่ายอาจทำให้ผู้ใช้ซึ่งได้รับการเปลี่ยนเส้นทาง 302 แล้วดูเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณาที่เป็นผลลัพธ์ไม่ได้

ระบบใช้วิธีการนับแบบ "หลายคลิกต่อหนึ่งการแสดงผล" ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการนับที่ไม่ถูกต้องที่เกิดจากความผิดพลาดของผู้ใช้ขณะพยายามไปยังส่วนต่างๆ ในหน้าเว็บ (เช่น ผู้ใช้คลิกหลายครั้ง) เราจึงกำหนดว่าการคลิกที่จะนับเป็นการแสดงผลโฆษณานั้นต้องห่างจากการคลิกครั้งก่อนนานกว่าระยะเวลาที่กำหนด

ระบบจะสร้างและประมวลผลบันทึกในแบบเรียลไทม์ โดยจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับรายการ HTTP ที่ติดตามดู มีการใช้เทคนิคการจดจำข้อมูลเก่าและตัวแปรจำนวนมากในการสร้างระบบการกรองคลิก ซึ่งจะไม่มีการระบุมาในที่นี้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

ทั้ง Google และพาร์ทเนอร์ต่างก็แสดงโฆษณาแก่ผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม Google เป็นผู้ควบคุมและดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการวัดและการรายงานกิจกรรมการคลิกของผู้ลงโฆษณา เมื่อผู้ใช้คลิกที่โฆษณา ไม่ว่าจะแสดงโดย Google หรือพาร์ทเนอร์ผ่านผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่แสดงโฆษณาดังกล่าว Google Ads จะติดตามกิจกรรมการคลิกนั้นผ่านเซิร์ฟเวอร์เปลี่ยนเส้นทางโฆษณา

การวัดกิจกรรมการคลิกนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการวัดคลิกของ Google Ads ซึ่งใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อจัดการและตรวจดูกิจกรรมการคลิก การคลิกจะถูกบันทึก (วัด) เมื่อ Google Ads ได้รับการคลิกครั้งแรกและส่งการเปลี่ยนเส้นทาง HTTP 302 ให้กับผู้ใช้เพื่อไปยังหน้า Landing Page หรือเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณา (หรือเซิร์ฟเวอร์สื่อกลางอื่นๆ เช่นตัวแทนของผู้ลงโฆษณา) กิจกรรมการคลิกที่มีการวัดเหล่านี้จะจัดเก็บไว้ในบันทึกข้อมูลภายในระบบไฟล์เหตุการณ์ จากนั้นระบบจะเก็บสะสม แก้ไข และรวบรวมไฟล์บันทึกข้อมูลผ่านกระบวนการอัตโนมัติทั้งหมดเพื่อสร้างการวัดคลิกและการรายงานของผู้ลงโฆษณา กระบวนการแก้ไขดังกล่าวประกอบด้วยการกรองข้อมูลที่เสียหายหรือผิดพลาด การเข้าชมที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ เช่น โรบ็อตและเครื่องมืออัตโนมัติ และกิจกรรมการคลิกที่ไม่ถูกต้องอื่นๆ ที่ตรวจพบ คลิกที่ถูกกรองถือว่าเป็นคลิกที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่าจะเรียกเก็บเงินกับผู้ลงโฆษณาไม่ได้ Google จัดเตรียมรายงานการคลิกสำหรับผู้ลงโฆษณา ซึ่งผู้ลงโฆษณาที่เป็นเจ้าของจะเข้าถึงได้โดยตรง

การวัดคลิกอาจรายงานแบบสรุปรวมตามสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ (ไม่อยู่ภายใต้การรับรองของ MRC) และประเภทอุปกรณ์ สถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะขึ้นอยู่กับที่อยู่ IP ของผู้ใช้หรือมาจากสถานที่ตั้งที่ผู้เผยแพร่โฆษณาระบุไว้ (ผู้เผยแพร่โฆษณาต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใช้เพื่อที่จะให้สถานที่ตั้งดังกล่าว) โปรดทราบว่าการเข้าชมบางรายการอาจทำผ่านพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ จึงอาจไม่แสดงสถานที่ตั้งที่แท้จริงของผู้ใช้ (ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออาจใช้พร็อกซีกับการเข้าชมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่) การจำแนกประเภทอุปกรณ์ (คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เคลื่อนที่) จะขึ้นอยู่กับข้อมูลจากไลบรารีที่ใช้ส่วนหัว HTTP ซึ่งดำเนินการโดย Google

ในการใช้งาน AdSense บางรูปแบบ พาร์ทเนอร์จะแสดงโฆษณาในเว็บไซต์ของตนเองซึ่งอยู่ภายใต้กฎการออกแบบและการจัดรูปแบบของตน และควบคุมบริเวณที่คลิกได้รอบๆ โฆษณา สำหรับการใช้งานเหล่านี้ Google จะไม่มีสิทธิ์ควบคุมการปรับเปลี่ยนใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว ในการใช้งาน AdSense แบบปกตินั้น Google เป็นทั้งผู้ควบคุมพื้นที่ที่คลิกได้รวมถึงผู้แสดงโฆษณาต่อผู้ใช้ปลายทางโดยตรง

วิธีวัดการแสดงผลของวิดีโอ ความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอ และจำนวนการดู TrueView

Google ช่วยให้ผู้ใช้ Google Ads สร้างแคมเปญวิดีโอ อัปโหลด และจัดการครีเอทีฟโฆษณา ตลอดจนกำหนดกลยุทธ์การเสนอราคาและการกำหนดเป้าหมายที่เกี่ยวข้องสำหรับแคมเปญได้ เนื้อหาโฆษณาวิดีโอ Google Ads ต้องโฮสต์ใน YouTube แต่โฆษณาวิดีโอเหล่านี้ปรากฏใน YouTube และในเว็บไซต์และแอปของพาร์ทเนอร์วิดีโอในเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google (GDN) ได้

Google รวมชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโฆษณาสื่อเชิงโต้ตอบ (IMA SDK) ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเราเข้ากับโปรแกรมเล่นวิดีโอ YouTube แอป YouTube บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือเว็บไซต์และแอปของพาร์ทเนอร์วิดีโอ เพื่อให้โปรแกรมเล่นวิดีโอกับเซิร์ฟเวอร์โฆษณาสื่อสารกันเพื่อการวัดวิดีโอได้อย่างราบรื่น Google มี IMA SDK อยู่ 2 เวอร์ชันคือเวอร์ชันที่รองรับ Flash และเวอร์ชันที่รองรับ HTML5 IMA SDK คือเทมเพลตการแสดงโฆษณาวิดีโอ (VAST) (เวอร์ชัน 2.0, 3.0 หรือ 4.0) ที่มีการติดตั้งแท็กที่เป็นไปตามข้อกำหนดและใช้เพื่อวัดเนื้อหาโฆษณาวิดีโอทั้งแบบปรากฏและไม่ปรากฏภายในเนื้อหาโฆษณาวิดีโอ เพื่อแสดงและติดตามโฆษณาวิดีโอดิจิทัล นอกจากนี้ IMA SDK ยังรองรับอินเทอร์เฟซการแสดงโฆษณาของโปรแกรมเล่นวิดีโอ (VPAID) (เวอร์ชัน 2.0) ที่ช่วยให้โฆษณาวิดีโอและโปรแกรมเล่นวิดีโอสื่อสารกันได้ รวมถึงรองรับเพลย์ลิสต์โฆษณาวิดีโอหลายรายการ (VMAP) ที่ให้ผู้ใช้เล่นโฆษณาหลายรายการภายในเนื้อหาโฆษณาวิดีโอได้ด้วย

โฆษณาวิดีโอบน YouTube ที่วัดได้ทั้งหมดซึ่งรวมอยู่ในรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอนี้แสดงแบบในสตรีม การวัดการแสดงโฆษณาวิดีโอจะใช้วิธีการนับแบบตั้งแต่เริ่มโฆษณาจนถึงแสดงผล โซลูชัน IMA SDK ของ Google Ads ที่ผู้เผยแพร่เนื้อหาโฆษณาวิดีโอนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสมจะเป็นไปตามข้อกำหนดของหลักเกณฑ์การแสดงผลวิดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์การวัดที่วิดีโอเริ่มหลังการบัฟเฟอร์ โฆษณา TrueView ในสตรีมมักมีชื่อเรียกว่า "โฆษณาแบบข้ามได้" เนื่องจากมีปุ่มข้ามและให้ผู้ชมเลือกข้ามโฆษณาหลังจากผ่านไป 5 วินาที โดยจะแสดงในสตรีม (โฆษณาตอนต้น ตอนกลาง หรือตอนท้าย) ของวิดีโอ โฆษณา TrueView จะคิดค่าใช้จ่ายในรูปแบบราคาต่อการดู ซึ่งหมายความว่าเราจะเรียกเก็บเงินจากผู้ลงโฆษณาเมื่อผู้ใช้ "ดู" โฆษณาเท่านั้น ทั้งนี้จำนวนการดู TrueView ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแสดงตัวโฆษณา สำหรับโฆษณา TrueView ในสตรีม คุณจะชำระเงินก็ต่อเมื่อผู้ใช้ดูวิดีโอของคุณเป็นเวลา 30 วินาที (หรือดูจนจบหากวิดีโอสั้นกว่า 30 วินาที) หรือโต้ตอบกับวิดีโอ ขึ้นอยู่กับว่ากรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน เราจะนับว่ามีการดูโฆษณา TrueView ในสตรีมตามเงื่อนไขต่อไปนี้

TrueView in-stream:

  1. Watch 30 seconds (includes the 5 second forced duration), or to completion if the ad is less than 30 seconds
  2. Click Channel Title/Avatar*
  3. Click the Video Title*
  4. Click on Card’s teaser*
  5. Click on Share*
  6. Click Companion Banner/Video Wall*
  7. Click on Call-to-Action Asset*
  8. Click to visit advertiser’s site*
  9. Click on End Screens*

*(Not material, hence not included in MRC accreditation audit). Currently the above non-material interactions only represent 1.36% of total TrueView views traffic for large campaigns and 2.33% for small campaigns. Actions that are not considered a view include clicks on the following:

  1. Annotations
  2. Like (positive)
  3. Full screen
  4. InVideo programming (does not serve on TrueView in-stream ads)
  5. Watermark
  6. Skip button

When an advertiser is charged for a view as shown in Google Ads UI, a view will also increment the public YouTube.com viewcount.

Upon receipt of the measurement event, Google maintains control over subsequent processing and reporting. Google Ads uses a combination of user-agent and mobile app SDK data from internal and external sources to classify device types. Google Ads does not rely on any third party to perform classification.

In some instances, continuous play is a factor, such as when Autoplay is active or the user is viewing a video in a playlist. When this is the case, certain rules are followed. When using Wi-Fi, continuous play will stop automatically after four hours. When using a mobile network, continuous play will stop if you have been inactive for 30 minutes. Currently, Google is limited in quantifying GVP publishers utilizing continuous play (traffic volume is 6%). Approximately 15% of video traffic is autoplay. Learn more about Autoplay videos.

Google indicated that companion display ads are measured independently of video ad impressions and are not reported in the Google Ads Video Viewability Report; as a result, measurement and reporting of companion display ads are excluded from the scope of this engagement.

For video viewability, Google Ads utilizes the Active View description of methodology to measure viewability as reported within the Google Ads reporting platform. Google Ads counts a viewable video impression when at least 50% of the video ad creative appears within the viewable area of a user’s browser/app for two continuous seconds. However, for the “Vertical Video Ads” format, Google Ads measures the viewability of the player rather than the creative. Advertisers must opt-in to buying this format.

วิธีการกรอง

Google พยายามระบุและกรองการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องทั้งแบบทั่วไป (GIVT) และแบบซับซ้อน (SIVT) อย่างต่อเนื่องผ่านตัวระบุ กิจกรรม และรูปแบบโดยพิจารณาจากข้อมูล การระบุและการกรองนี้จะทำกับการคลิกและการแสดงผลวิดีโอ รวมถึงกิจกรรมที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์และการฉ้อโกงต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้เผยแพร่โฆษณา ผู้ลงโฆษณา หรือตัวแทนที่เกี่ยวข้องไม่ทราบถึงตัวตนและเจตนาของผู้ใช้ได้เสมอไป จึงมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถระบุและแยกการเข้าชมทั้งหมดที่ไม่ถูกต้องออกจากผลลัพธ์ที่รายงานได้ในเชิงรุก เราจะไม่เปิดเผยรายละเอียดของขั้นตอนการกรองนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ที่นี่แก่ผู้ใดยกเว้นผู้ตรวจสอบในกระบวนการตรวจสอบ เพื่อปกป้องกระบวนการกรองการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องไม่ให้ถูกแทรกแซงหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับ

ระบบจะนำทั้งการระบุที่เฉพาะเจาะจง (รวมทั้งการใช้งานตามไฟล์การดำเนินการของโรบ็อต รายการการกรอง และกิจกรรมทดสอบของผู้เผยแพร่โฆษณา) และวิธีการกรองตามกิจกรรม (รวมทั้งการวิเคราะห์กิจกรรมตามลำดับหลายกิจกรรม กิจกรรมที่มีค่าผิดปกติ แอตทริบิวต์การโต้ตอบ และกิจกรรมที่น่าสงสัยอื่นๆ) มาใช้ในการกรอง

นอกจากนี้ จะใช้พารามิเตอร์ต่อไปนี้กับวิธีการกรอง

  • Google จะไม่ใช้การกรองจากบุคคลที่สาม
  • มีการใช้ไฟล์การใช้งานโรบ็อต (robots.txt)
  • ทรัพยากรที่ใช้ในการระบุกิจกรรมที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์: Google ใช้รายชื่อโรบ็อตและสไปเดอร์นานาชาติของ IAB/ABCe รวมทั้งตัวกรองเพิ่มเติมตามกิจกรรมโรบ็อตที่ผ่านมา มีการใช้ไฟล์ยกเว้นรายชื่อโรบ็อตของ IAB
  • กระบวนการกรองตามกิจกรรม: การระบุตามกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์รูปแบบบางประเภท การมองหาพฤติกรรมของกิจกรรมที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นการเข้าชมที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ ทีมดูแลคุณภาพการเข้าชมโฆษณาของ Google มีระบบที่จัดตั้งไว้เพื่อพิจารณากิจกรรมที่น่าสงสัย และดำเนินการกรองตามกิจกรรมอย่างเหมาะสม
  • การกรองทั้งหมดจะดำเนินการ "หลังเกิดขึ้นแล้ว" และอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งผู้ใช้ (เบราว์เซอร์ โรบ็อต ฯลฯ) จะได้รับคำขอโดยไม่มีการระบุว่าการเข้าชมได้รับการตั้งค่าสถานะ หรือผ่านการกรองหรือลบ เนื่องจาก Google ไม่ต้องการแสดงการระบุใดๆ ให้เอเจนต์ผู้ใช้ทราบว่ากิจกรรมของเอเจนต์ผู้ใช้ทำให้เกิดกลไกการกรองใดๆ ก็ตามของ Google ในบางกรณี เราจะใช้การบล็อกฟรอนท์เอนด์ด้วยเมื่อมีแนวโน้มว่าคำขอโฆษณาที่ได้รับอาจทำให้เกิดกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีการบล็อกคำขอโฆษณาน้อยกว่า 2%
  • มีการนำกระบวนการมาใช้เพื่อนำกิจกรรมก่อนเรียกที่ประกาศด้วยตนเองออก
  • กระบวนการถูกนำมาใช้เพื่ออนุญาตคลิกทดสอบและการแสดงผลวิดีโอของผู้เผยแพร่โฆษณา กระบวนการเหล่านี้รองรับผู้เผยแพร่โฆษณาที่เพิ่มแท็กเฉพาะไว้ในคำขอโฆษณาเพื่อระบุว่าคำขอโฆษณาดังกล่าวเป็นคำขอทดสอบ และไม่ควรถูกนับสำหรับการเรียกเก็บเงินหรือจุดประสงค์ด้านการบัญชีที่เป็นทางการใดๆ
  • เมื่อมีการตรวจพบความไม่สอดคล้องหรือความผิดพลาด กระบวนการจะทำงานเพื่อแก้ไขข้อมูลนี้ และคืนเงินให้กับผู้ลงโฆษณา การคืนเงินเหล่านี้จะแสดงอยู่ในสรุปการเรียกเก็บเงิน ความเสียหายของไฟล์บันทึกนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ในกรณีที่อาจเกิดขึ้น กระบวนการจะทำงานเพื่อกู้คืนไฟล์
  • มีการนำกระบวนการมาใช้เพื่อนำกิจกรรมจากที่อยู่ IP ภายในของ Google ออก
  • เราติดตามดูกฎและเกณฑ์การกรองอย่างต่อเนื่อง และอาจเปลี่ยนแปลงกฎและเกณฑ์เอง รวมถึงอาจอัปเดตกฎและเกณฑ์โดยอัตโนมัติเป็นประจำ
หมายเหตุ: อัตราการตัดสินใจสำหรับการเข้าชมจากโฆษณา Google Ads คือ 100% (อิงตามข้อมูลตัวอย่างที่ได้รับการตรวจสอบ)

คุณสมบัติของพาร์ทเนอร์ธุรกิจ

พาร์ทเนอร์ทุกรายที่แสดง "Google Ads" ในเนื้อหาของตนต้องปฏิบัติตามนโยบายโปรแกรมของเราซึ่งไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายโปรแกรม AdSense

Google กรองหาการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง และจะตรวจสอบพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่ได้รับการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องในปริมาณมาก เราอาจระงับหรือปิดบัญชีของพาร์ทเนอร์ที่ได้รับการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง

การรายงานข้อมูลการคลิก

Google Ads จะรายงานให้ผู้ลงโฆษณาทราบจำนวนคลิกทั้งหมด จำนวนการแสดงผลทั้งหมด และส่วนย่อยของข้อมูลนี้ (เช่น จำนวนคลิก จำนวนการแสดงผล และอัตราการคลิกผ่าน ตามแคมเปญ กลุ่มโฆษณา และคีย์เวิร์ด) และรายงานข้อมูลที่คล้ายกันเกี่ยวกับสถิติเว็บไซต์ให้ผู้เผยแพร่โฆษณาทราบ ขอบเขตของกระบวนการตรวจสอบครอบคลุมการรายงานคลิกและการรายงานของผู้ลงโฆษณาสำหรับ Google Ads ตัวเลขเหล่านี้อาจผันผวนในขอบเขตช่วงเดือนนั้นๆ และไม่ถือว่าเป็นตัวเลขสรุปจนกว่าจำนวนเหล่านี้จะนิ่งเมื่อถึงสิ้นเดือน หลังจากเวลาดังกล่าว คลิกที่รายงานจะไม่ถูกปรับแก้ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงโฆษณาอาจได้รับเครดิตหาก Google เห็นว่าเหมาะสม

Google Ads ให้ผู้ลงโฆษณาดูจำนวนการคลิกรายวันที่ถูกกรองทั้งหมด (ระบุว่าไม่ถูกต้อง) สำหรับแต่ละแคมเปญได้ Google Ads ไม่ได้รายงานผลรวมการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องแบบทั่วไปและแบบซับซ้อนแยกกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำข้อมูลนี้ไปทำวิศวกรรมย้อนกลับและใช้ประโยชน์จากการเข้าชมที่ไม่ถูกต้อง โดยการเข้าชมจากคลิกที่ไม่ถูกต้องประมาณ 70% จากยอดรวมทั้งหมดเป็นแบบทั่วไป

เรานำกระบวนการทดสอบหน่วยโฆษณาที่ครอบคลุมมาใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่รายงานในฟรอนท์เอนด์ของ Google Ads และ AdSense สิ่งเหล่านี้คือกลไกหลักที่นำมาใช้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจากฐานข้อมูลแบ็กเอนด์จะถ่ายทอดได้อย่างถูกต้องในรายงานที่แสดงแก่ผู้ใช้ นอกจากนี้ ความคิดเห็นของผู้ใช้จะได้รับการตรวจสอบโดยละเอียดเพื่อค้นหาและแก้ไขข้อผิดพลาดใดๆ ซึ่งอาจนำไปใช้ในการปรับปรุงเวอร์ชันใหม่ และเราได้นำระบบอัตโนมัติมาใช้เป็นจำนวนมากเพื่อให้เครื่องกลและซอฟต์แวร์ทั้งหมดที่ใช้รายงานข้อมูลให้กับผู้ใช้ Google Ads ทำงานได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของการรายงานจะถูกตรวจสอบผ่านความคิดเห็นของผู้ใช้และการทดสอบหน่วยที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้เป็นหลัก

เราจะเก็บรักษาบันทึกทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการคลิกไว้เรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม เราจะลบข้อมูลระบุตัวบุคคลของช่องข้อมูล 2 รายการ คือ IP และรหัสคุกกี้หลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง (9 เดือนสำหรับที่อยู่ IP และ 18 เดือนสำหรับรหัสคุกกี้)

คุณสามารถดึงข้อมูลเมตริกคลิกรวมตามการรายงานเกี่ยวกับจำนวนคลิกและคลิกที่ไม่ถูกต้อง (GIVT และ SIVT) ซึ่งจะทำให้คำนวณจำนวนคลิกรวมได้

ระบบจะไม่ส่งเมตริกหน้าแดชบอร์ดที่แสดงนอกเหนือจากผลรวมของแคมเปญการคลิกในเครือข่าย Search และดิสเพลย์ รวมถึงการแบ่งประเภทอุปกรณ์เพื่อขอการรับรองจาก MRC

จำนวนคลิกจากการค้นหาจากอุปกรณ์แพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (OTT), จากประเภทอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก และจากอุปกรณ์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก MRC อาจรวมกับการคลิกบนเดสก์ท็อปและเมตริกการคลิกทั้งหมดที่ได้รับการรับรองในแดชบอร์ดการรายงานของ Google Ads เราคาดว่าจะมีการเข้าชมจากประเภทอุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการรับรองน้อยกว่า 1% ของการเข้าชมที่เป็นการคลิกจากการค้นหา

การรายงานข้อมูลวิดีโอ

Google Ads รายงานจำนวนรวมของการแสดงผลวิดีโอที่ได้แสดง เมตริกความสามารถในการแสดงตัวโฆษณา (แสดงข้อมูลไว้ด้านล่าง) และชุดย่อยของข้อมูลนี้ให้ผู้ลงโฆษณาทราบ

จุดประสงค์ของการรับรอง MRC มีขอบเขตที่ครอบคลุมเฉพาะเมตริก Google Ads ที่ระบุไว้ในรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอที่ดาวน์โหลดเท่านั้น การรายงานอื่นๆ เกี่ยวกับเมตริกการแสดงผลวิดีโอและความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาในเครื่องมือฟรอนท์เอนด์จะไม่รวมอยู่ในการรับรอง เช่น ฟรอนท์เอนด์ของการรายงานเกี่ยวกับแคมเปญ

เมตริกในรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอที่ดาวน์โหลดได้คือจำนวน SIVT สุทธิในสภาพแวดล้อมแอปบนเดสก์ท็อป เว็บบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และโฆษณาในแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มีการรายงาน ซึ่งคล้ายกับการรายงานคลิกที่ไม่มีการรายงานจำนวน GIVT และ SIVT แยกต่างหากเพื่อป้องกันการนำข้อมูลนี้ไปทำวิศวกรรมย้อนกลับ การเข้าชมจากการแสดงผลวิดีโอที่ไม่ถูกต้องประมาณ 50% และจำนวนการดู TrueView ที่ไม่ถูกต้อง 14% จากยอดรวมทั้งหมดเป็นแบบทั่วไป เนื่องด้วยลักษณะรูปแบบโฆษณาที่ใช้สำหรับการดู TrueView เปอร์เซ็นต์ GIVT ที่ได้จึงต่ำกว่า

ระบบจะวัดและรายงานรูปแบบโฆษณาวิดีโอต่อไปนี้ในรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอ รูปแบบโฆษณาอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ด้านล่างนี้จะไม่ได้รวมอยู่ในรายงานความสามารถในการแสดงตัววิดีโอ รวมถึงโฆษณาที่แสดงในแอปพลิเคชัน YouTube Kids บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วย

  • โฆษณาในสตรีมแบบข้ามได้: โฆษณาวิดีโอที่แสดงก่อน ระหว่าง หรือหลังเนื้อหาวิดีโอ YouTube และให้ผู้ใช้เลือกข้ามโฆษณาที่มีความยาวอย่างน้อย 30 วินาทีได้หลังจากที่โฆษณาเล่นไป 5 วินาทีแรก จำนวนการดู TrueView สามารถใช้ได้กับรูปแบบโฆษณาในสตรีมที่ข้ามได้เท่านั้น
  • โฆษณาบัมเปอร์: โฆษณาวิดีโอขนาดสั้นที่มีความยาวประมาณ 6 วินาทีและแสดงก่อน ระหว่าง หรือหลังเนื้อหาวิดีโอ YouTube โฆษณาบัมเปอร์เป็นโฆษณาแบบข้ามไม่ได้
  • โฆษณาวิดีโอในสตรีมแบบข้ามไม่ได้: โฆษณาวิดีโอที่มีความยาวตั้งแต่ 5-30 วินาทีซึ่งอยู่ภายในเนื้อหาของผู้เผยแพร่วิดีโอในเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google แสดงก่อน ระหว่าง หรือหลังเนื้อหาวิดีโอก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เผยแพร่เนื้อหาเลือกที่จะแสดงโฆษณาในตำแหน่งใดและเมื่อใด

การแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Over The Top) / ทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

เราได้ส่งการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Over The Top) / ทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (CTV) เพื่อขอการรับรองจาก MRC เรียบร้อยแล้ว และจะเพิ่มเมตริกเหล่านี้ลงในรายงานความสามารถในการแสดงตัวโฆษณาวิดีโอเมื่อได้รับการรับรอง ขณะนี้ Google ไม่สามารถระบุได้ว่าอุปกรณ์ทีวีปิดอยู่หรือไม่ และไม่มีข้อจำกัดในการวัดเวลาในการตอบสนอง ทั้งนี้เราจะใช้กฎแบบเดียวกันกับกฎการเล่นอัตโนมัติและการเล่นแบบต่อเนื่องกับสภาพแวดล้อม CTV/OTT ด้วย

แมชชีนเลิร์นนิง

Google ใช้เทคนิคแมชชีนเลิร์นนิงที่มีการควบคุมดูแล1ร่วมกับวิธีการต่างๆ อย่างการจำแนกประเภท (เช่น วิธีการสำหรับโครงข่ายระบบประสาทเทียม) ซึ่งเป็นโมเดลที่จะคาดการณ์การเข้าชมที่ไม่ถูกต้อง (IVT) โดยทำการตัดสินใจแบบ "ใช่/ไม่ใช่" เพื่อระบุว่าเหตุการณ์นั้นๆ ถูกต้องหรือไม่ และใช้การถดถอยแบบโลจิสติกซึ่งเป็นโมเดลที่ให้คะแนนกิจกรรมต่างๆ แล้วทำการตัดสินใจเกี่ยวกับ IVT โดยอิงตามเกณฑ์คะแนน แมชชีนเลิร์นนิงที่มีการควบคุมดูแลอาจใช้วิธีการแบบแผนผังต้นไม้หรือกราฟประกอบด้วย 

แหล่งข้อมูลที่ใช้สำหรับแมชชีนเลิร์นนิงประกอบด้วยบันทึกคำค้นหาและการโต้ตอบ ("บันทึกโฆษณา") รวมถึงข้อมูลที่ไม่ใช่บันทึกซึ่งสามารถใช้ร่วมกับบันทึกโฆษณาได้ และสัญญาณเสริมที่เป็นกรรมสิทธิ์อื่นๆ Google ใช้แหล่งข้อมูลหลายร้อยแห่งในขนาดที่แตกต่างกันออกไป โดยจำนวนบันทึกทั้งหมดที่ใช้กับแหล่งข้อมูล 1 แหล่งมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านล้านรายการ ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลแต่ละแหล่ง และโมเดลแบบอิงการเข้าชมต้องได้รับการประเมินโดยใช้ข้อมูลป้อนเข้าเป็นการเข้าชมขั้นต่ำ 7 วัน

Google ติดตามกระบวนการเกี่ยวกับการป้อนสัญญาณการเข้าชม (ข้อมูลการฝึก) ให้กับโมเดลอยู่เสมอ ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อจุดประสงค์ด้านการป้องกันข้อมูลผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ความถูกต้องของข้อมูลที่ได้อาจลดลงเพียงเล็กน้อยในบางกรณี 

เราจะฝึกโมเดลอย่างต่อเนื่องในกรณีที่เหมาะสมและสามารถทำได้ รวมทั้งจะประเมินประสิทธิภาพของโมเดลอย่างสม่ำเสมอหรือต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ (เช่นเดียวกับการติดตามกระบวนการที่ระบุไว้ข้างต้น) ความถูกต้องของข้อมูลที่ได้อาจลดลงเพียงเล็กน้อยในบางกรณี

ทั้งนี้การให้น้ำหนักพิเศษในข้อมูลที่ใช้ฝึกอบรมและประเมินผลแมชชีนเลิร์นนิงจะอยู่ในระดับที่น้อยมาก เนื่องจากหากมีการให้น้ำหนักพิเศษอย่างเป็นรูปธรรม การป้องกัน IVT อาจไม่ได้รับอนุมัติ โปรเจ็กต์แมชชีนเลิร์นนิงทั้งหมด ("การเปิดตัว") จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจากหลายๆ หน่วยงานก่อนที่จะได้รับอนุมัติ โดยกระบวนการนี้จะเป็นการประเมินการให้น้ำหนักพิเศษของโมเดลและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และโปรเจ็กต์จะต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพการเข้าชมจากโฆษณาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนจึงจะได้รับอนุมัติ Google ใช้การติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจจับการให้น้ำหนักพิเศษของโมเดลต่างๆ ซึ่งส่งผลให้มีการแจ้งเตือน และการประเมิน การวิเคราะห์ ตลอดจนการอัปเดตโมเดล

Google ใช้เทคนิคที่มีแมชชีนเลิร์นนิงและ/หรือการดำเนินการ/การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ควบคู่กันกับการเข้าชมทุกประเภท สำหรับวิธีการป้องกันบางวิธี Google จะใช้การสร้างความสนใจในตัวสินค้าที่มาจากแมชชีนเลิร์นนิง ตามด้วยการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ แต่วิธีการป้องกันอื่นๆ จะเริ่มจากการใช้ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ แล้วจึงใช้แมชชีนเลิร์นนิงเพื่อสร้างข้อมูลทั่วไป ทั้งนี้การใช้เทคนิคแมชชีนเลิร์นนิงและการดำเนินการ/การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดและเป็นไปตามเกณฑ์หลายข้อ รวมถึงการแจ้งเตือน การยกระดับความสำคัญ และความผันผวนโดยธรรมชาติที่อาจเกิดจากการเข้าชมที่ไม่ถูกต้องในประเภทต่างๆ ดังนั้นการกระจายจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ และ "ระดับ" ความน่าเชื่อถือของแมชชีนเลิร์นนิงหรือการดำเนินการ/การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อาจมีความผันผวนเมื่อเวลาผ่านไป

1แมชชีนเลิร์นนิงที่มีการควบคุมดูแลใช้ข้อมูลป้อนเข้าและข้อมูลผลลัพธ์ที่ติดป้ายกำกับ หมายความว่าระบบจะคาดการณ์ลักษณะของข้อมูลผลลัพธ์จากโมเดลแมชชีนเลิร์นนิง

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ลงชื่อเข้าใช้เพื่อดูตัวเลือกการสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาของคุณอย่างรวดเร็ว

ค้นหา
ล้างการค้นหา
ปิดการค้นหา
แอป Google
เมนูหลัก
ค้นหาศูนย์ช่วยเหลือ
false
false
true
true
73067
false