ควบคุมสิ่งที่คุณแชร์กับ Google

ควบคุมข้อมูลที่ Google เห็นในเว็บไซต์ของคุณและสิ่งที่จะแสดงในผลการค้นหา

 

เหตุใดจึงต้องบล็อกเนื้อหาออกจาก Google

มีเหตุผลบางประการที่คุณอาจต้องการซ่อนเนื้อหาจาก Google

เพื่อทำให้ข้อมูลของคุณเป็นส่วนตัว

คุณอาจมีข้อมูลส่วนตัวโฮสต์อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งไม่ต้องการให้ผู้ใช้รายอื่นเข้าถึง ตัวอย่างข้อมูลในกรณีเช่นนี้คือ ข้อมูลติดต่อของสมาชิกในเว็บไซต์ ซึ่งควรบล็อกออกจาก Google เพื่อไม่ให้ข้อมูลสมาชิกนั้นปรากฏในผลการค้นหาของ Google Search

เพื่อซ่อนเนื้อหาที่มีคุณค่าน้อยกว่าสำหรับผู้ชม

เว็บไซต์ของคุณอาจมีเนื้อหาเดียวกันในที่ต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับของหน้าเว็บของคุณใน Google Search ตัวอย่างที่ดีของเนื้อหาที่ซ้ำกันที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ฟังก์ชันการค้นหาทั้งเว็บไซต์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ไปยังเนื้อหาเว็บไซต์ ฟังก์ชันการค้นหาบางอย่างจะสร้างและแสดงผลการค้นหาที่กำหนดเองทุกครั้งที่ผู้ใช้คนใดก็ตามป้อนข้อความค้นหา Google รวบรวมข้อมูลหน้าผลการค้นหาที่กำหนดเองนี้ทุกหน้าได้หากไม่มีการบล็อกหน้า ด้วยเหตุนี้ Google จะมองว่าเว็บไซต์มีหน้าที่คล้ายกันหลายหน้าและอาจจัดหมวดหมู่เนื้อหาที่ซ้ำกันว่าเป็นสแปมได้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับหน้าใน Google Search

เว็บไซต์ของคุณอาจแชร์ข้อมูลที่แหล่งอื่นๆ ที่เป็นบุคคลที่สามสร้างขึ้น ซึ่งมีอยู่ในที่อื่นๆ บนเว็บด้วย Google มองว่าการรวมหน้าที่มีเนื้อหาซ้ำกันจำนวนมากในผลการค้นหาของ Google นั้นมีคุณค่าน้อย คุณบล็อกเนื้อหาที่คัดลอกมาได้เพื่อปรับปรุงสิ่งที่ Google เห็นและกระตุ้นอันดับของหน้าใน Google Search

เพื่อให้ Google มุ่งเน้นที่เนื้อหาสำคัญของคุณ

หากคุณมีเว็บไซต์ขนาดใหญ่มาก (URL หลายพันรายการ) และมีบางหน้าที่เนื้อหาอาจไม่ค่อยสำคัญ หรือหากคุณมีเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นจำนวนมาก คุณอาจต้องการป้องกันไม่ให้ Google รวบรวมข้อมูลหน้าที่ซ้ำกันหรือมีความสำคัญน้อยกว่าเพื่อมุ่งเน้นที่เนื้อหาที่มีความสำคัญมากกว่า

วิธีบล็อกเนื้อหา

ต่อไปนี้คือวิธีหลักๆ ในการบล็อกเนื้อหาไม่ให้ปรากฏใน Google

ประเภทเนื้อหา วิธีการ คำอธิบาย
ทุกประเภท นำเนื้อหาออก การนำเนื้อหาออกจากเว็บไซต์เป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการทำให้เนื้อหาไม่ปรากฏใน Google Search หรือที่อื่นๆ หากข้อมูลปรากฏใน Google อยู่แล้ว คุณอาจต้องดำเนินการขั้นตอนเพิ่มเติม
ทุกประเภท ปกป้องไฟล์ด้วยรหัสผ่าน

หากคุณมีเนื้อหาที่เป็นความลับหรือเป็นส่วนตัวซึ่งคุณไม่ต้องการให้ปรากฏในผลการค้นหาของ Google วิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันไม่ให้ URL ส่วนตัวปรากฏคือการเก็บไว้ในไดเรกทอรีที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่านบนเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ Googlebot และโปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บอื่นๆ ทั้งหมดจะเข้าถึงเนื้อหาในไดเรกทอรีที่มีการปกป้องด้วยรหัสผ่านไม่ได้

ผู้ใช้ขั้นสูง: หากใช้เว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache คุณจะแก้ไขไฟล์ .htaccess เพื่อปกป้องไดเรกทอรีในเซิร์ฟเวอร์ของคุณด้วยรหัสผ่านได้ มีเครื่องมือมากมายในเว็บที่ให้คุณทำเช่นนี้ได้โดยง่าย

รูปภาพ robots.txt และ/หรือคำขอนำรูปภาพออกอย่างฉุกเฉิน ใช้กฎ robots.txt เพื่อบล็อกรูปภาพ คุณอาจบล็อกรูปภาพไม่ให้ปรากฏในผลการค้นหาโดยสิ้นเชิงได้โดยใช้ robots.txt ต่างจากหน้าเว็บ ซึ่ง Google จะไม่รวบรวมข้อมูลแต่จะยังปรากฏในผลการค้นหาได้แม้ว่าจะถูกบล็อกไว้ด้วยกฎ robots.txt ก็ตาม
หน้าเว็บ คำสั่ง noindex

noindex คือเทคนิคในการบอก Google ว่าไม่ต้องอ่านหน้าเว็บหรือแสดงหน้าเว็บในผลการค้นหาของ Google Search หน้าเว็บอื่นอาจยังลิงก์และเข้าชมหน้าเว็บของคุณอยู่ หรือผู้ใช้อาจยังเข้าถึงหน้าเว็บของคุณโดยตรงผ่านลิงก์ แต่หน้าเว็บจะไม่ปรากฏในผลการค้นหาของ Google Search คุณต้องมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคจึงจะใช้วิธีการนี้ได้ และอาจใช้ไม่ได้หากคุณโฮสต์เว็บไซต์ด้วยระบบจัดการเนื้อหา

หน้าเว็บ เลือกไม่ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการบางอย่างของ Google คุณอาจบอก Google ไม่ให้รวมเนื้อหาจากเว็บไซต์ในผลิตภัณฑ์และบริการบางอย่างของ Google แทนที่จะไม่แสดงในผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดของ Google
ข้อมูลโค้ดของผลการค้นหา เมตาแท็ก nosnippet เพิ่มแท็ก <meta name="nosnippet"> ลงในหน้าเว็บเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลโค้ดปรากฏในการค้นหา อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าวิธีนี้อาจทำให้เกิดข้อความที่ทำให้สับสนในผลการค้นหา ("ไม่มีข้อมูลโค้ด")

นำเนื้อหาที่มีอยู่ออกจาก Google

หากเนื้อหามีใน Google อยู่แล้วและต้องการนำออก คุณอาจต้องดำเนินการขั้นตอนเพิ่มเติม

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร