สร้างและตั้งค่าแอป

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 เป็นต้นไป แอปใหม่จะต้องเผยแพร่ด้วย Android App Bundle ใน Google Play แอปใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่า 150 MB จะใช้ Play Asset Delivery หรือ Play Feature Delivery ก็ได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากโพสต์นี้ในบล็อกของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Android

หลังจากที่สร้างบัญชีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Google Play แล้ว คุณจะสร้างแอปและตั้งค่าได้โดยใช้ Play Console

เคล็ดลับ: เมื่อสร้างแอป ให้ใช้รูปแบบการเผยแพร่ที่ Google Play แนะนำอย่าง Android App Bundle

สร้างแอป

  1. เปิด Play Console
  2. เลือกแอปทั้งหมด > สร้างแอป
  3. เลือกภาษาเริ่มต้นแล้วเพิ่มชื่อแอป พิมพ์ชื่อแอปที่คุณต้องการให้แสดงใน Google Play คุณเปลี่ยนการตั้งค่านี้ในภายหลังได้
  4. ระบุว่าแอปพลิเคชันของคุณเป็นแอปหรือเกม คุณเปลี่ยนการตั้งค่านี้ในภายหลังได้
  5. ระบุว่าแอปพลิเคชันของคุณเป็นแบบฟรีหรือต้องซื้อ
  6. เพิ่มอีเมลที่ผู้ใช้ Play Store จะใช้เพื่อติดต่อคุณเกี่ยวกับแอปพลิเคชันนี้ได้
  7. ปฏิบัติตามประกาศ "หลักเกณฑ์ด้านเนื้อหา" และ "กฎหมายการส่งออกของสหรัฐฯ" ให้ครบถ้วน
  8. เลือกสร้างแอป

ตั้งค่าแอป

หลังจากสร้างแอปแล้ว คุณจะเริ่มตั้งค่าได้ หน้าแดชบอร์ดของแอปจะแนะนำขั้นตอนที่สำคัญที่สุดทั้งหมดเพื่อให้แอปพร้อมใช้งานใน Google Play 

คุณจะเริ่มต้นด้วยการให้รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาของแอปและป้อนข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Google Play Store หลังจากนั้น คุณจะดำเนินการเผยแพร่แอปต่อไปได้ คำแนะนำข้างต้นจะบอกคุณเกี่ยวกับการจัดการ การทดสอบ และการโปรโมตก่อนเผยแพร่เพื่อสร้างความตื่นเต้นและการรับรู้ตั้งแต่ก่อนเผยแพร่นั่นเอง ขั้นตอนสุดท้ายคือการเปิดตัวแอปใน Google Play เพื่อให้ผู้ใช้หลายพันล้านคนใช้งานได้

ในการเริ่มตั้งค่าแอป ให้เลือกหน้าแดชบอร์ดในเมนูด้านซ้าย สำหรับขั้นตอนถัดไป ให้ไปที่ตั้งค่าแอปในหน้าแดชบอร์ดของแอป

จัดการไฟล์ APK

ชื่อแพ็กเกจสำหรับไฟล์แอปจะต้องไม่ซ้ำกันและเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้ ดังนั้นโปรดตั้งชื่อด้วยความระมัดระวัง ชื่อแพ็กเกจจะลบหรือนำมาใช้ซ้ำอีกไม่ได้

APK จะมีสถานะใดสถานะหนึ่งใน 3 สถานะต่อไปนี้

  • ฉบับร่าง: APK ที่ยังไม่พร้อมบริการผู้ใช้
  • มีการใช้งาน: APK ที่ให้บริการผู้ใช้อยู่ในขณะนี้
  • เก็บไว้: APK ที่เคยมีการใช้งาน แต่ตอนนี้ไม่ให้บริการผู้ใช้แล้ว
ค้นหาไฟล์ APK

วิธีดู APK ของแอป

  1. เปิดหน้า App Bundle Explorer (รุ่นApp Bundle Explorer)
  2. หน้า App Bundle Explorer มีตัวกรองเวอร์ชันที่ด้านขวาบนของหน้า ซึ่งคุณจะใช้ร่วมกับแท็บ 3 แท็บ (รายละเอียด ดาวน์โหลด และการนำส่ง) เพื่อค้นหาเวอร์ชันและการกำหนดค่าต่างๆ ของ APK ของแอปในอุปกรณ์หลายประเภทได้ 
  • หมายเหตุ: ตัวกรองเวอร์ชันนี้มีฟังก์ชันการทำงานเทียบเท่ากับ "ไลบรารีอาร์ติแฟกต์" ใน Google Play Console เวอร์ชันเก่า

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการอาร์ติแฟกต์ได้ที่ตรวจสอบเวอร์ชันของแอปด้วย App Bundle Explorer

ขนาดสูงสุด

แอปใน Google Play มีขนาดสูงสุดซึ่งอิงตามขนาดของ APK ที่บีบอัดขณะดาวน์โหลด

หลังจากอัปโหลด APK แล้ว Play Console จะใช้ Gzip ระบุขนาดการดาวน์โหลดของแอปโดยประมาณ เมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดแอป เครื่องมือบีบอัดไฟล์ขั้นสูงใน Google Play อาจส่งผลให้ขนาดการดาวน์โหลดจริงของแอปเล็กกว่าขนาดโดยประมาณที่คุณเห็นใน Play Console

ด้านล่างเป็นข้อมูลขนาดสูงสุดของแอปซึ่งจะขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Android ที่ APK กำหนดเป็นเป้าหมาย

  • 100 MB: APK ที่กำหนดเป้าหมายเป็น Android 2.3 ขึ้นไป (API ระดับ 9-10 และ 14 ขึ้นไป)

หากใช้ APK เดียวรองรับอุปกรณ์ทุกเครื่องไม่ได้ ให้อัปโหลด APK มากกว่า 1 รายการสำหรับแอปเดียวกันที่กำหนดเป้าหมายเป็นการกำหนดค่าอุปกรณ์ในแบบต่างๆ

เคล็ดลับ: ผู้ใช้ต้องใช้ Play Store เวอร์ชัน 5.2 ขึ้นไปจึงจะติดตั้ง APK ขนาด 100MB ได้

รับรองแอป

Android กำหนดให้ทุกแอปต้องรับรองด้วยระบบดิจิทัลพร้อมใบรับรองก่อนจึงจะติดตั้งแอปเหล่านั้นได้ โปรดไปที่เว็บไซต์นักพัฒนาซอฟต์แวร์ Android หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

  • หากเห็นข้อความว่า APK มีการรับรองด้วยใบรับรองที่ไม่ปลอดภัยและคีย์ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1,024 บิต ให้ทำตามวิธีการเพื่อรับรองแอปด้วยตนเอง
  • สำคัญ: ลงทะเบียนใน Play App Signing หรือเก็บคีย์สโตร์ไว้ในที่ปลอดภัย หากคีย์สโตร์หายไป คุณจะต้องเผยแพร่แอปด้วยชื่อแพ็กเกจใหม่และคีย์ใหม่ หากจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ก็ควรเลิกเผยแพร่แอปเดิมและอัปเดตรายละเอียดของแอปด้วย
ข้อกำหนดเวอร์ชัน APK สำหรับ Play Console

ทุก APK มี versionCode ในไฟล์ Manifest ที่เพิ่มขึ้นจากการอัปเดตของแต่ละแอป

หากต้องการอัปโหลดแอปไปยัง Play Console ค่าที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้สำหรับ versionCode คือ 2100000000 หาก versionCode ของ APK เกินค่านี้ Play Console จะไม่อนุญาตให้คุณส่ง APK ใหม่

เมื่อเลือก versionCode สำหรับ APK ของคุณ โปรดทราบว่าคุณจะต้องเพิ่ม versionCode สำหรับการอัปเดตทุกครั้งและยังต่ำกว่าระดับสูงสุด

หมายเหตุ: หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดเวอร์ชันให้ APK โปรดไปที่เว็บไซต์สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Android โปรดทราบว่า MAXINT ของ Android นั้นแตกต่างจากข้อกำหนดในการอัปโหลดของ Play Console

ข้อกำหนดด้านระดับ API เป้าหมายสำหรับ Play Console

ทุก APK จะมี targetSdkVersion ในไฟล์ Manifest (ที่รู้จักกันในชื่อระดับ API เป้าหมาย) ซึ่งจะแจ้งให้คุณทราบว่าแอปของคุณทำงานเป็นเช่นไรบนเวอร์ชันต่างๆ ของ Android

การกำหนดค่าแอปเพื่อกำหนดเป้าหมายระดับ API ล่าสุดจะทำให้แน่ใจว่าผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่สำคัญ ในขณะที่แอปยังทำงานบน Android เวอร์ชันเก่าได้ (ไปจนถึง minSdkVersion)

APK ที่คุณจะอัปโหลดต้องตรงตามข้อกำหนดของระดับ API เป้าหมายของ Google Play ต่อไปนี้คือระดับที่แอปต้องกำหนดเป้าหมายในปัจจุบันและจะต้องกำหนดเป้าหมายในอนาคต

ข้อกำหนดของระดับ API วันที่เริ่มต้น
Android 8.0 (API ระดับ 26)
  • 1 สิงหาคม 2018: จำเป็นสำหรับแอปใหม่
  • 1 พฤศจิกายน 2018: จำเป็นสำหรับการอัปเดตแอป
Android 9 (API ระดับ 28)
  • 1 สิงหาคม 2019: จำเป็นสำหรับแอปใหม่
  • 1 พฤศจิกายน 2019: จำเป็นสำหรับการอัปเดตแอป

Android 10 (API ระดับ 29)*

  • 3 สิงหาคม 2020: จำเป็นสำหรับแอปใหม่
  • 2 พฤศจิกายน 2020: จำเป็นสำหรับการอัปเดตแอป

Android 11 (API ระดับ 30)*

  • 2 สิงหาคม 2021: จำเป็นสำหรับแอปใหม่
  • 1 พฤศจิกายน 2021: จำเป็นสำหรับการอัปเดตแอป

* ไม่ได้กำหนดให้แอป Wear OS ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด API ระดับ 29 หรือ API ระดับ 30

เมื่อข้อกำหนดเหล่านี้มีผลบังคับใช้ Play Console จะป้องกันไม่ให้คุณส่ง APK ใหม่โดยใช้ระดับ API เป้าหมายแบบเก่า

เคล็ดลับ: หากต้องการคำแนะนำทางเทคนิคเกี่ยวกับวิธีเปลี่ยนระดับ API เป้าหมายของแอปเพื่อให้ตรงกับข้อกำหนดเหล่านี้ โปรดดูคำแนะนำในการย้ายข้อมูล

ระบุข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store และการตั้งค่า

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอปจะแสดงใน Google Play และมีรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้ใช้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอป ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store จะใช้ในแทร็กต่างๆ รวมถึงแทร็กที่ทดสอบ

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
  1. เปิด Play Console
  2. เลือกแอป
  3. เลือกขยาย > การแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store > ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store หลัก
  4. กรอกข้อมูลในช่องใต้ "รายละเอียดแอป"
ช่อง รายละเอียด จำนวนอักขระสูงสุด หมายเหตุ
ชื่อ ชื่อแอปของคุณใน Google Play จำนวนอักขระสูงสุด 50 ตัว คุณเพิ่มชื่อที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นได้ 1 ชื่อต่อ 1 ภาษา
คำอธิบายแบบย่อ ข้อความแรกที่ผู้ใช้เห็นเมื่อดูหน้ารายละเอียดแอปของคุณในแอป Play Store จำนวนอักขระสูงสุด 80 ตัว ผู้ใช้ขยายข้อความนี้เพื่อดูคำอธิบายแอปแบบเต็มได้
คำอธิบายแบบเต็ม คำอธิบายแอปใน Google Play สูงสุด 4,000 ตัว  

หมายเหตุ: การใช้คีย์เวิร์ดซ้ำๆ หรือที่ไม่เกี่ยวข้องในชื่อแอป คำอธิบายแอป หรือคำอธิบายเพื่อโปรโมตแอปอาจสร้างประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจให้กับผู้ใช้และส่งผลให้มีการระงับแอปใน Google Play ได้ โปรดดูหลักเกณฑ์ทั้งหมดในนโยบายโปรแกรมสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Google Play

กราฟิก

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มเนื้อหากราฟิก ภาพหน้าจอ และวิดีโอเพื่อแสดงแอปของคุณให้โดดเด่น

ภาษาและคำแปล

เพิ่มและจัดการคำแปล

เมื่อคุณอัปโหลดแอป ภาษาเริ่มต้นจะเป็นภาษาอังกฤษ (สหรัฐอเมริกา, en-US) คุณเพิ่มคำแปลข้อมูลของแอปพร้อมทั้งภาพหน้าจอในภาษาต่างๆ และเนื้อหากราฟิกอื่นๆ ได้ ดูวิธีการได้ที่แปลแอปเป็นภาษาท้องถิ่น

รูปภาพและวิดีโอที่แปลแล้ว

เพื่อให้การเผยแพร่แอปออกสู่ตลาดเป็นภาษาอื่นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณเพิ่มเนื้อหากราฟิกที่แปลแล้วลงในหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store หลักของแอปได้

ผู้ใช้จะเห็นเนื้อหากราฟิกที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นใน Google Play หากผู้ใช้ตั้งค่ากำหนดของภาษาตรงกับภาษาที่คุณเพิ่มไว้

คำแปลอัตโนมัติ

หากคุณไม่ได้เพิ่มคำแปลของตัวเอง ผู้ใช้จะดูคำแปลอัตโนมัติของหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ใน Google Play ของแอปได้โดยใช้ Google แปลภาษาหรือภาษาเริ่มต้นของแอป

คำแปลอัตโนมัติจะมีหมายเหตุอธิบายว่าคำแปลดังกล่าวเป็นการแปลโดยอัตโนมัติ พร้อมมีตัวเลือกเพื่อดูภาษาเริ่มต้นของแอป โปรดทราบว่าระบบยังไม่รองรับการแปลอัตโนมัติสำหรับภาษาซูลู ตากาล็อก เรโต-โรแมนซ์ และอาร์เมเนีย

การจัดหมวดหมู่และแท็ก

คุณเลือกหมวดหมู่และเพิ่มแท็กลงในแอปหรือเกมใน Play Console ได้ หมวดหมู่และแท็กช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาและค้นพบแอปที่เกี่ยวข้องมากที่สุดได้ใน Play Store 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกและการเพิ่มหมวดหมู่และแท็กสำหรับแอปหรือเกม

ข้อมูลติดต่อ

เมื่อคุณระบุอีเมล เว็บไซต์ หรือหมายเลขโทรศัพท์สำหรับแอป ข้อมูลติดต่อดังกล่าวจะพร้อมใช้งานแก่ผู้ใช้ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอป

คุณจำเป็นต้องมีอีเมลสำหรับติดต่อ แต่เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับการสนับสนุนที่ดีที่สุด เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณใส่เว็บไซต์ที่ผู้ใช้จะติดต่อคุณได้ลงไปด้วย

วิธีเพิ่มข้อมูลเพื่อการสนับสนุน

  1. เปิด Play Console
  2. เลือกแอป
  3. ที่เมนูด้านซ้าย ให้เลือกขยาย > การแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store > การตั้งค่า Store
  4. เลื่อนลงไปที่ "ข้อมูลติดต่อ"
  5. ระบุอีเมลเพื่อการสนับสนุน (จำเป็น) หมายเลขโทรศัพท์ และ URL ของเว็บไซต์

เคล็ดลับ: ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนแก่ผู้ใช้

ขั้นตอนถัดไป

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ลงชื่อเข้าใช้เพื่อดูตัวเลือกการสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาของคุณอย่างรวดเร็ว