อัปโหลดแอป

หลังจากลงชื่อสมัครใช้บัญชีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Google Play คุณจะอัปโหลดแอปไปยัง Google Play ได้โดยใช้ Play Console

เคล็ดลับ: เมื่อสร้างแอป โปรดใช้รูปแบบการเผยแพร่ที่ Google Play แนะนำอย่าง Android App Bundle

สร้างแอป

  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอปพลิเคชันทั้งหมด แอปพลิเคชันทั้งหมด > สร้างแอปพลิเคชัน
  3. เลือกภาษาเริ่มต้นแล้วเพิ่มชื่อแอป พิมพ์ชื่อแอปที่คุณต้องการให้แสดงใน Google Play
  4. สร้างข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอป ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดประเภทเนื้อหา และตั้งค่าการกำหนดราคาและการจัดจำหน่าย

เตรียมแอปให้พร้อมสำหรับการทดสอบหรือเวอร์ชันที่ใช้งานจริง

คุณต้องเตรียมและเปิดตัวรุ่นไปยังแทร็กที่ต้องการเพื่อเตรียมแอปให้พร้อมสำหรับการทดสอบหรือเวอร์ชันที่ใช้งานจริง

แต่ละรุ่นประกอบด้วยอาร์ติแฟกต์บิวด์อย่างน้อย 1 รายการที่คุณต้องเตรียมก่อนเปิดตัวแอป หรืออัปเดตให้ผู้ใช้

จัดการไฟล์ APK

ชื่อแพ็กเกจสำหรับไฟล์แอปจะต้องไม่ซ้ำกันและเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้ ดังนั้นโปรดตั้งชื่อด้วยความระมัดระวัง ชื่อแพ็กเกจไม่สามารถลบหรือนำมาใช้ซ้ำได้ในอนาคต

ค้นหาไฟล์ APK

วิธีดู APK ของแอป

  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอป
  3. เลือกการจัดการรุ่น > คลังอาร์ติแฟกต์ คุณจะเห็นรายการ APK ฉบับร่าง หรือที่มีการใช้งาน หรือที่เก็บไว้ของแอป
    • ฉบับร่าง: APK ที่ยังไม่พร้อมบริการผู้ใช้
    • มีการใช้งาน: APK ที่ให้บริการผู้ใช้อยู่ในขณะนี้
    • เก็บไว้: APK ที่เคยมีการใช้งาน แต่ตอนนี้ไม่ให้บริการผู้ใช้แล้ว

ขนาดสูงสุด

แอปใน Google Play มีขนาดสูงสุดซึ่งอิงตามขนาดของ APK ที่บีบอัดขณะดาวน์โหลด

หลังจากอัปโหลด APK แล้ว Play Console จะใช้ไฟล์ GZIP ระบุขนาดไฟล์ดาวน์โหลดของแอปโดยประมาณ เมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดแอป เครื่องมือบีบอัดไฟล์ขั้นสูงใน Google Play อาจส่งผลให้ไฟล์ดาวน์โหลดของแอปมีขนาดเล็กกว่าขนาดโดยประมาณที่คุณเห็นใน Play Console

ด้านล่างเป็นข้อมูลขนาดสูงสุดของแอปซึ่งจะขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Android ที่ APK กำหนดเป็นเป้าหมาย

  • 100 MB: APK ที่กำหนดเป้าหมายเป็น Android 2.3 ขึ้นไป (API ระดับ 9-10 และ 14 ขึ้นไป)
  • 50 MB: APK ที่กำหนดเป้าหมายเป็น Android 2.2 และต่ำกว่า (API ระดับ 8 และต่ำกว่า)

หากใช้ APK เดียวรองรับอุปกรณ์ทุกเครื่องไม่ได้ ให้อัปโหลด APK มากกว่า 1 รายการสำหรับแอปเดียวกันที่กำหนดเป้าหมายเป็นการกำหนดค่าอุปกรณ์ในแบบต่างๆ

เคล็ดลับ: ผู้ใช้ต้องใช้ Play Store เวอร์ชัน 5.2 ขึ้นไปจึงจะติดตั้ง APK ขนาด 100MB ได้

รับรองแอป

Android กำหนดให้ทุกแอปต้องรับรองด้วยระบบดิจิทัลพร้อมใบรับรองก่อนจึงจะติดตั้งแอปเหล่านั้นได้ โปรดไปที่เว็บไซต์นักพัฒนาซอฟต์แวร์ Android หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

  • หากคุณเห็นข้อความว่า APK ของคุณมีการรับรองด้วยใบรับรองที่ไม่ปลอดภัยและคีย์ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1,024 บิต ให้ทำตามวิธีการเพื่อรับรองแอปด้วยตนเอง
  • สำคัญ: ลงทะเบียนใน App Signing โดย Google Play หรือเก็บคีย์สโตร์ไว้ในที่ปลอดภัย หากคีย์สโตร์หายไป คุณจะต้องเผยแพร่แอปด้วยชื่อแพ็กเกจใหม่และคีย์ใหม่ หากจำเป็นต้องทำเช่นนั้น คุณก็ควรเลิกเผยแพร่แอปเดิมและอัปเดตรายละเอียดของแอปด้วย
ข้อกำหนดเวอร์ชัน APK สำหรับ Play Console

ทุก APK มี versionCode ในไฟล์ Manifest ที่เพิ่มขึ้นจากการอัปเดตของแต่ละแอป

หากต้องการอัปโหลดแอปไปยัง Play Console ค่าที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้สำหรับ versionCode คือ 2100000000 หาก versionCode ของ APK เกินค่านี้ Play Console จะไม่อนุญาตให้คุณส่ง APK ใหม่

เมื่อเลือก versionCode สำหรับ APK ของคุณ โปรดทราบว่าคุณจะต้องเพิ่ม versionCode สำหรับการอัปเดตทุกครั้งและยังต่ำกว่าระดับสูงสุด

หมายเหตุ: หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดเวอร์ชันให้ APK โปรดไปที่เว็บไซต์สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Android โปรดทราบว่า MAXINT ของ Android นั้นแตกต่างจากข้อกำหนดในการอัปโหลดของ Play Console

ข้อกำหนดด้านระดับ API เป้าหมายสำหรับ Play Console

ทุก APK จะมี targetSdkVersion ในไฟล์ Manifest (ที่รู้จักกันในชื่อระดับ API เป้าหมาย) ซึ่งจะแจ้งให้คุณทราบว่าแอปของคุณทำงานเป็นเช่นไรบนเวอร์ชันต่างๆ ของ Android

การกำหนดค่าแอปเพื่อกำหนดเป้าหมายระดับ API ล่าสุดจะทำให้แน่ใจว่าผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่สำคัญ ในขณะที่แอปยังทำงานบน Android เวอร์ชันเก่าได้ (ไปจนถึง minSdkVersion)

APK ที่คุณจะอัปโหลดต้องตรงตามข้อกำหนดของระดับ API เป้าหมายของ Google Play ต่อไปนี้คือระดับที่แอปต้องกำหนดเป้าหมายในปัจจุบันและจะต้องกำหนดเป้าหมายในอนาคต

ข้อกำหนดของระดับ API วันที่เริ่มต้น
Android 8.0 (API ระดับ 26)
  • 1 สิงหาคม 2018: จำเป็นสำหรับแอปใหม่
  • 1 พฤศจิกายน 2018: จำเป็นสำหรับการอัปเดตแอป
Android 9 (API ระดับ 28)
  • 1 สิงหาคม 2019: จำเป็นสำหรับแอปใหม่
  • 1 พฤศจิกายน 2019: จำเป็นสำหรับการอัปเดตแอป
 

เมื่อข้อกำหนดเหล่านี้มีผลบังคับใช้ Play Console จะป้องกันไม่ให้คุณส่ง APK ใหม่โดยใช้ระดับ API เป้าหมายแบบเก่า

เคล็ดลับ: หากต้องการคำแนะนำทางเทคนิคเกี่ยวกับวิธีเปลี่ยนระดับ API เป้าหมายของแอปเพื่อให้ตรงกับข้อกำหนดเหล่านี้ โปรดดูคำแนะนำในการย้ายข้อมูล

ตั้งค่าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store จะแสดงใน Google Play และมีรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้ใช้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอป ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store จะใช้ในแทร็กต่างๆ รวมถึงแทร็กการทดสอบ

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอปพลิเคชันทั้งหมด แอปพลิเคชันทั้งหมด
  3. เลือกแอปแล้วกรอกช่องในส่วน "รายละเอียดผลิตภัณฑ์"
ช่อง คำอธิบาย จำนวนอักขระสูงสุด หมายเหตุ
ชื่อ ชื่อแอปของคุณใน Google Play สูงสุด 30 ตัว คุณสามารถเพิ่มชื่อที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นได้ 1 ชื่อต่อ 1 ภาษา
คำอธิบายแบบย่อ ข้อความแรกที่ผู้ใช้เห็นเมื่อดูหน้ารายละเอียดแอปของคุณในแอป Play สโตร์ สูงสุด 80 ตัว ผู้ใช้สามารถขยายข้อความนี้เพื่อดูคำอธิบายแอปแบบเต็ม
คำอธิบายแบบเต็ม คำอธิบายแอปใน Google Play สูงสุด 4,000 ตัว  

หมายเหตุ: การใช้คีย์เวิร์ดซ้ำๆ หรือที่ไม่เกี่ยวข้องในชื่อแอป คำอธิบายแอป หรือคำอธิบายเพื่อโปรโมตแอปอาจสร้างประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจให้กับผู้ใช้และส่งผลให้มีการระงับแอปใน Google Play ได้ โปรดดูหลักเกณฑ์ทั้งหมดในนโยบายโปรแกรมสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Google Play

เนื้อหากราฟิก

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มเนื้อหากราฟิก ภาพหน้าจอ และวิดีโอลงในแอป

ภาษาและคำแปล

เพิ่มและจัดการการแปล

เมื่อคุณอัปโหลดแอป ภาษาเริ่มต้นจะเป็นภาษาอังกฤษ (สหรัฐอเมริกา อังกฤษแบบอเมริกา) คุณเพิ่มคำแปลข้อมูลของแอปพร้อมทั้งภาพหน้าจอในภาษาต่างๆ และเนื้อหากราฟิกอื่นๆ ได้

  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอปพลิเคชันทั้งหมด แอปพลิเคชันทั้งหมด
  3. เลือกแอปและตรวจสอบภาษาในส่วน "รายละเอียดผลิตภัณฑ์"
  4. ในการเพิ่มภาษาใหม่ๆ โปรดเลือกจัดการการแปล > ซื้อบริการแปลหรือเพิ่มข้อความคำแปลของคุณเอง
ดูภาษาที่ใช้ได้

คุณจัดหาคำแปลของตัวเองได้ในภาษาต่อไปนี้

  • แอฟริคานส์ – af
  • อัมฮาริก – am
  • อาหรับ – ar
  • อาร์เมเนีย – hy-AM
  • อาเซอร์ไบจัน – az-AZ
  • บาสก์ – eu-ES
  • เบลารุส – be
  • เบงกาลี – bn-BD
  • บัลแกเรีย – bg
  • พม่า – my-MM
  • คาตาลัน – ca
  • จีน (ฮ่องกง) – zh-HK
  • จีน (ตัวย่อ) – zh-CN
  • จีน (ดั้งเดิม) – zh-TW
  • โครเอเชีย – hr
  • เช็ก – cs-CZ
  • เดนมาร์ก – da-DK
  • ดัตช์ – nl-NL
  • อังกฤษ – en-AU
  • อังกฤษ – en-CA
  • อังกฤษ – en-IN
  • อังกฤษ – en-SG
  • อังกฤษ (สหราชอาณาจักร) – en-GB
  • อังกฤษ (สหรัฐอเมริกา) – en-US
  • เอสโตเนีย – et
  • ฟิลิปปินส์ – fil
  • ฟินแลนด์ – fi-FI
  • ฝรั่งเศส – fr-FR
  • ฝรั่งเศส (แคนาดา) – fr-CA
  • กาลิเซีย – gl-ES
  • จอร์เจีย – ka-GE
  • เยอรมัน – de-DE
  • กรีก – el-GR
  • ฮีบรู – iw-IL
  • ฮินดี – hi-IN
  • ฮังการี – hu-HU
  • ไอซ์แลนด์ – is-IS
  • อินโดนีเซีย – id
  • อิตาลี – it-IT
  • ญี่ปุ่น – ja-JP
  • กันนาดา – kn-IN
  • เขมร – km-KH
  • เกาหลี (เกาหลีใต้) – ko-KR
  • คีร์กีซ – ky-KG
  • ลาว – lo-LA
  • ลัตเวีย – lv
  • ลิทัวเนีย – lt
  • มาซิโดเนีย – mk-MK
  • มลายู – ms
  • มาลายาลัม – ml-IN
  • มาราฐี – mr-IN
  • มองโกเลีย – mn-MN
  • เนปาล – ne-NP
  • นอร์เวย์ – no-NO
  • เปอร์เซีย – fa
  • โปแลนด์ – pl-PL
  • โปรตุเกส (บราซิล) – pt-BR
  • โปรตุเกส (โปรตุเกส) – pt-PT
  • โรมาเนีย – ro
  • โรมานช์ – rm
  • รัสเซีย – ru-RU
  • เซอร์เบีย – sr
  • สิงหล – si-LK
  • สโลวัก – sk
  • สโลวีเนีย – sl
  • สเปน (ละตินอเมริกา) – es-419
  • สเปน (สเปน) – es-ES
  • สเปน (สหรัฐอเมริกา) – es-US
  • สวาฮีลี – sw
  • สวีเดน – sv-SE
  • ทมิฬ – ta-IN
  • เตลูกู – te-IN
  • ไทย – th
  • ตุรกี – tr-TR
  • ยูเครน – uk
  • เวียดนาม – vi
  • ซูลู – zu

เคล็ดลับ: หากต้องการแปลคำอธิบายของแอปเป็นภาษาอื่น คุณอาจใช้บริการแปลแอปของ Google Play

รูปภาพและวิดีโอที่แปลแล้ว

หากต้องการเผยแพร่แอปออกสู่ตลาดเป็นภาษาอื่นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณเพิ่มเนื้อหากราฟิกที่แปลแล้วลงในหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอปได้

ผู้ใช้จะเห็นเนื้อหากราฟิกที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นใน Google Play หากผู้ใช้ตั้งค่ากำหนดของภาษาตรงกับภาษาที่คุณเพิ่มไว้

คำแปลอัตโนมัติ

หากคุณไม่ได้เพิ่มคำแปลของตัวเอง ผู้ใช้จะดูคำแปลอัตโนมัติของหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ใน Google Play ของแอปได้โดยใช้ Google แปลภาษาหรือภาษาเริ่มต้นของแอป

คำแปลอัตโนมัติจะมีหมายเหตุอธิบายว่าคำแปลดังกล่าวเป็นการแปลโดยอัตโนมัติ พร้อมมีตัวเลือกเพื่อดูภาษาเริ่มต้นของแอป โปรดทราบว่าระบบยังไม่ได้สนับสนุนการแปลอัตโนมัติสำหรับภาษาซูลู ตากาล็อก เรโต-โรแมนซ์ และอาร์เมเนีย

การจัดหมวดหมู่

วิธีเลือกประเภทและหมวดหมู่ของแอปพลิเคชัน

  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอปพลิเคชันทั้งหมด แอปพลิเคชันทั้งหมด
  3. เลือกแอป
  4. ภายใต้ "การจัดหมวดหมู่" ให้เลือกประเภทและหมวดหมู่ของแอปพลิเคชัน (ดูตัวอย่าง)
ข้อมูลติดต่อ

วิธีเพิ่มแหล่งข้อมูลสนับสนุนสำหรับแอปเพื่อผู้ใช้ Google Play

  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอปพลิเคชันทั้งหมด แอปพลิเคชันทั้งหมด
  3. เลือกแอป
  4. ภายใต้ "รายละเอียดผู้ติดต่อ" ให้เพิ่มข้อมูลติดต่อ คุณเสนอช่องทางสนับสนุนได้หลายช่องทาง (เว็บไซต์ อีเมล โทรศัพท์) แต่ต้องระบุอีเมลติดต่อเพื่อเผยแพร่แอปใน Google Play

เคล็ดลับ: ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนแก่ผู้ใช้

นโยบายความเป็นส่วนตัว

การเพิ่มนโยบายความเป็นส่วนตัวในรายการข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอปจะช่วยให้มีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีที่คุณปฏิบัติต่อข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของผู้ใช้และอุปกรณ์

นโยบายความเป็นส่วนตัวจะต้องเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดว่าแอปของคุณรวบรวม ใช้ และแชร์ข้อมูลของผู้ใช้อย่างไร รวมถึงแชร์กับบุคคลประเภทใด ทั้งนี้จะใช้ร่วมกับการเปิดเผยข้อมูลในแอปใดๆ ก็ตาม คุณควรปรึกษาตัวแทนทางกฎหมายเพื่อขอคำแนะนำว่าต้องระบุข้อมูลใดบ้าง

  • สำหรับแอปที่ขอการเข้าถึงสิทธิ์หรือข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน (ตามที่ระบุไว้ในนโยบายข้อมูลผู้ใช้) คุณจะต้องใส่ลิงก์ไปยังนโยบายความเป็นส่วนตัวในหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอปและภายในแอป โปรดตรวจสอบว่านโยบายความเป็นส่วนตัวใน URL ที่ยังใช้งานได้จะมีผลบังคับใช้กับแอปของคุณ และครอบคลุมความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โดยเฉพาะ
  • สำหรับแอปในโปรแกรมออกแบบเพื่อครอบครัว คุณจะต้องใส่ลิงก์ไปยังนโยบายความเป็นส่วนตัวในหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store ของแอปและภายในแอป โดยไม่คำนึงถึงการเข้าถึงสิทธิ์หรือข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน โปรดตรวจสอบว่านโยบายความเป็นส่วนตัวใน URL ที่ยังใช้งานได้จะมีผลบังคับใช้กับแอปของคุณ และครอบคลุมความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โดยเฉพาะ

เพิ่มนโยบายความเป็นส่วนตัวไปยังข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store

  1. ไปที่ Play Console
  2. เลือกแอป
  3. เลือก การแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store > ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Store 
  4. ในส่วน "นโยบายความเป็นส่วนตัว" ให้ป้อน URL ที่คุณมีนโยบายความเป็นส่วนตัวโฮสต์อยู่แบบออนไลน์
  5. บันทึกการเปลี่ยนแปลง..

ขั้นตอนถัดไป

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร