นำเข้า Conversion จาก Salesforce

หากคุณติดตามโอกาสในการขายและโอกาสใน Sales Cloud® ของ Salesforce คุณจะนำเข้า Conversion ออฟไลน์จาก Sales Cloud ของ Salesforce ไปยัง Google Ads ได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณวัดผลได้ดีขึ้นว่าการลงทุนทางออนไลน์กับ Google Ads ช่วยสร้างมูลค่าออฟไลน์ได้มากน้อยเพียงใด

ในบทความนี้ เราจะแสดงวิธีการตั้งค่าบัญชีเพื่อนำเข้า Conversion จาก Salesforce

บทความนี้จะพาคุณตรงไปยังวิธีการตั้งค่า หากคุณต้องการอ่านภาพรวมก่อน โปรดดูเกี่ยวกับ Google Ads Conversion Import for Salesforce

ก่อนเริ่มต้น

ในการใช้คุณลักษณะนี้ คุณจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • สามารถลงชื่อเข้าใช้บัญชี Sales Cloud ของ Salesforce โดยใช้ข้อมูลเข้าสู่ระบบที่มีสิทธิ์เพียงพอ เพื่อให้ตั้งค่าได้ง่ายที่สุด คุณควรใช้บัญชีที่มีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบ โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงเริ่มต้น หากต้องการดูรายการสิทธิ์เข้าถึงบัญชีที่จำเป็นโดยละเอียด (ซึ่งคุณอาจส่งต่อไปยังผู้ดูแลระบบของบัญชี Salesforce® ได้) โปรดดูข้อกำหนดเรื่องสิทธิ์ขั้นต่ำด้านล่าง 
  • เปิดใช้การติดแท็กอัตโนมัติในบัญชี Google Ads
  • แก้ไขโค้ดของเว็บไซต์ได้ คุณหรือผู้ดูแลเว็บจะต้องแก้ไขโค้ดเพื่อบันทึก Google Click ID (GCLID)
  • สามารถทำการเปลี่ยนแปลงกับบัญชี Salesforce ของคุณ เช่น การสร้างช่องข้อมูลที่กำหนดเอง และการเปิดใช้การติดตามประวัติการกรอกข้อมูลในช่อง (โปรดดูขั้นตอนที่ 1 ด้านล่าง)
  • มีวงจรตั้งแต่คลิกไปถึง Conversion ที่น้อยกว่า 90 วัน Conversion ที่อัปโหลดเกินกว่า 90 วันหลังจากคลิกสุดท้ายที่เกี่ยวข้องจะไม่ถูกนำเข้าโดย Google Ads และจะไม่ปรากฏในสถิติ Conversion
  • ใช้ฟีเจอร์ Web-to-Lead ของ Salesforce หรือโซลูชันอื่นเพื่อส่งข้อมูลโอกาสในการขายจากเว็บไซต์ไปยัง Salesforce
ข้อกำหนดเรื่องสิทธิ์ขั้นต่ำของบัญชี Salesforce

คุณลักษณะ Google Ads Conversion Import for Salesforce ต้องการสิทธิ์เข้าถึงช่องข้อมูลต่อไปนี้ (เรียงตามออบเจ็กต์)  บัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระดับผู้ดูแลระบบอาจมีสิทธิ์เข้าถึงช่องเหล่านี้อยู่แล้ว

  • Organization: ID, Name, OrganizationType
  • LeadStatus: ID, MasterLabel, SortOrder
  • OpportunityStage: ID, MasterLabel, SortOrder, IsActive
  • LeadHistory: CreatedDate, OldValue, NewValue, Field
  • Lead: Status, GCLID (ช่องที่กำหนดเองซึ่งคุณจะสร้างในขั้นตอนด้านล่าง)
  • OpportunityFieldHistory: CreatedDate, OldValue, NewValue, Field
  • Opportunity: Amount, Probability, StageName, GCLID (ช่องที่กำหนดเองซึ่งคุณจะสร้างในขั้นตอนด้านล่าง)

หากคุณใช้รุ่น Group Edition หรือ Professional Edition คุณจะมีสิทธิ์เข้าถึงช่องข้อมูลได้โดยทำเพียงเพิ่มช่องที่จำเป็นลงในเค้าโครงหน้าโอกาสในการขายและโอกาสของคุณ หากต้องการทำเช่นนี้ ให้เลือก Setup (ตั้งค่า) ตามด้วย Customize (ปรับแต่ง) และ Lead (โอกาสในการขาย) (หรือ Opportunity (โอกาส)) และ Page Layout (เค้าโครงหน้า) แล้วจึงลากช่องที่ต้องการลงในหน้า

หากไม่ต้องการลิงก์บัญชี Google Ads และ Salesforce ให้ทำตามวิธีการนำเข้า Conversion จาก Salesforce ด้วยตนเอง

วิธีตั้งค่าการนำเข้า Conversion ของ Google Ads สำหรับ Salesforce®

ทำตามขั้นตอนด้านล่างเพื่อเตรียมบัญชี Salesforce บัญชี Google Ads และเว็บไซต์ จากนั้นลิงก์บัญชี Salesforce กับ Google Ads แล้วจึงเริ่มนำเข้า Conversion

แต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน ในที่นี่เราจะบอกถึงวิธีการพื้นฐานเท่านั้น คุณอาจต้องปรับแต่งการตั้งค่าตามลักษณะการใช้งาน Salesforce ของคุณ หากคุณมีคนอื่นจัดการบัญชี Salesforce ให้ คุณอาจต้องขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อหาโซลูชันที่ดีที่สุด

ขั้นที่ 1: กำหนดค่าบัญชี Salesforce ของคุณ

ก่อนที่จะเริ่มต้น คุณควรตั้งค่าบัญชี Salesforce ให้มีลักษณะดังต่อไปนี้ หากธุรกิจของคุณมีคนอื่นจัดการบัญชี Salesforce ให้ พวกเขาช่วยคุณได้ในขั้นตอนนี้

  1. อัปเดตออบเจ็กต์โอกาสด้วยการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้
    1. สร้างช่องที่กำหนดเองโดยใช้ชื่อว่า "GCLID" (อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดและไม่มีเครื่องหมายคำพูด) และตั้งชื่อ “Field Label” (ป้ายกำกับช่อง) เป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ กำหนดความยาวช่องเป็น 255 อักขระ กำหนดให้ช่องนี้เป็นแบบอ่านอย่างเดียวเพื่อที่ผู้ใช้จะได้ไม่เผลอไปแก้ไขโดยไม่ตั้งใจ
    2. เปิดใช้การติดตามประวัติช่องสำหรับช่อง "Stage" (ระยะ)
  2. อัปเดตออบเจ็กต์โอกาสในการขายของคุณด้วยการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้
    1. สร้างช่องที่กำหนดเองโดยใช้ชื่อว่า "GCLID" (อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดและไม่มีเครื่องหมายคำพูด) และตั้งชื่อ “Field Label” (ป้ายกำกับช่อง) เป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ กำหนดความยาวช่องเป็น 255 อักขระ กำหนดให้ช่องนี้เป็นแบบอ่านอย่างเดียวเพื่อที่ผู้ใช้จะได้ไม่เผลอไปแก้ไขโดยไม่ตั้งใจ
    2. เปิดใช้การติดตามประวัติช่องสำหรับช่อง "Lead status" (สถานะโอกาสในการขาย)
    3. จับคู่ช่อง Lead.GCLID ใหม่กับช่อง Opportunity.GCLID ใหม่
ขั้นที่ 2: ปรับเปลี่ยนฟอร์ม Web-to-Lead ของ Salesforce

ในการจัดเก็บ GCLID พร้อมกับข้อมูลโอกาสในการขาย คุณจะต้องแก้ไขฟอร์มการส่ง Web-to-Lead เพื่อให้โอกาสในการขายรายการใหม่ทั้งหมดมีค่า GCLID คุณอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลเว็บและผู้ดูแลระบบ Salesforce สำหรับขั้นตอนนี้

ต่อไปนี้เราจะอธิบายวิธีเพิ่มช่อง GCLID ลงในแบบฟอร์ม Web-to-Lead ที่คุณมีอยู่

  1. สร้างฟอร์ม Web-to-Lead มาตรฐานและใส่ช่องทั้งหมดที่ต้องการให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าส่ง และใส่ช่อง "GCLID" ของโอกาสในการขายเป็นช่องที่ซ่อนไว้ ผู้ดูแลระบบ Salesforce หรือผู้ดูแลเว็บทราบว่าจะต้องทำการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร
  2. ผู้ดูแลเว็บต้องจดบันทึกรหัสของช่องป้อน GCLID ใหม่ เนื่องจากจำเป็นสำหรับขั้นตอนถัดไปซึ่งจะใช้ JavaScript ในเว็บไซต์
  3. จากนั้นผู้ดูแลเว็บจะใช้โค้ด HTML ของฟอร์มใหม่นี้และอัปเดตฟอร์มที่มีอยู่ ซึ่งหมายความว่าฟอร์มจะเริ่มส่งค่า GCLID ไปพร้อมกับข้อมูลของโอกาสในการขายไปยัง Sales Cloud

Salesforce และหน้าเว็บพร้อมที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนถัดไป ผู้ดูแลเว็บจะอัปเดตเว็บไซต์เพื่อให้ส่งค่า GCLID ไปยังช่องฟอร์ม GCLID ใหม่โดยอัตโนมัติ

โปรดทราบ: ฟอร์ม Web-to-Lead ต้องอยู่ในโดเมนเดียวกับหน้าเว็บอื่นทั้งหมด JavaScript จึงจะโอนค่า GCLID ไปยังฟอร์มได้อย่างถูกต้อง

หมายเหตุ: วิธีการอื่นในการส่งโอกาสในการขาย

หากข้อมูลโอกาสในการขายจากแบบฟอร์มบนเว็บของคุณถูกส่งผ่านทางระบบอื่นก่อนจะไปถึง Salesforce โปรดตรวจสอบว่าระบบประมวลผลโอกาสในการขายที่เป็นตัวกลางนั้นได้ส่งต่อ GCLID มาด้วยหรือไม่ เพื่อที่ค่า GCLID จะไปถึงบัญชี Salesforce ในที่สุด ระบบที่คุณใช้น่าจะมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้ หากไม่แน่ใจ โปรดติดต่อฝ่ายสนับสนุนของระบบตัวกลางที่คุณใช้อยู่

ขั้นที่ 3: แก้ไขเว็บไซต์เพื่อรวบรวมและบันทึกรหัสคลิก

เมื่อผู้เข้าชมคลิกโฆษณา Google Ads จะเพิ่มพารามิเตอร์ "GCLID" ของ URL ต่อท้าย URL ที่นำไปยังหน้า Landing Page

เว็บไซต์จะต้องบันทึกและเก็บค่าของพารามิเตอร์นี้เพื่อดึงข้อมูลในภายหลังเมื่อผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าป้อนข้อมูลในฟอร์มโอกาสในการขาย หากคุณมีผู้ดูแลเว็บ ก็อาจขอให้ช่วยแก้ไขโค้ดของเว็บไซต์ในขั้นตอนนี้

เราขอแนะนำให้ดำเนินการนี้โดยแก้ไขและฝังโค้ด JavaScript ต่อไปนี้ แต่ก่อนที่จะฝังโค้ด โปรดอัปเดตบรรทัด "var gclidFormFields" เพื่อรวมรหัสของช่องใหม่ที่เพิ่มไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า เพราะนี่คือวิธีที่ JavaScript จะรู้ว่าช่องใดควรมีค่า GCLID เมื่อแก้ไขเสร็จ คุณควรฝังโค้ดนี้ไว้หน้าแท็กปิด </body> ของหน้าเว็บทุกหน้า

<script>

function getParam(p) {
  var match = RegExp('[?&]' + p + '=([^&]*)').exec(window.location.search);
  return match && decodeURIComponent(match[1].replace(/\+/g, ' '));
}

function getExpiryRecord(value) {
  var expiryPeriod = 90 * 24 * 60 * 60 * 1000; // 90 day expiry in milliseconds

  var expiryDate = new Date().getTime() + expiryPeriod;
  return {
    value: value,
    expiryDate: expiryDate
  };
}

function addGclid() {
  var gclidParam = getParam('gclid');
  var gclidFormFields = ['gclid_field', 'foobar']; // all possible gclid form field ids here
  var gclidRecord = null;
  var currGclidFormField;

  var gclsrcParam = getParam('gclsrc');
  var isGclsrcValid = !gclsrcParam || gclsrcParam.indexOf('aw') !== -1;

  gclidFormFields.forEach(function (field) {
    if (document.getElementById(field)) {
      currGclidFormField = document.getElementById(field);
    }
  });

  if (gclidParam && isGclsrcValid) {
    gclidRecord = getExpiryRecord(gclidParam);
    localStorage.setItem('gclid', JSON.stringify(gclidRecord));
  }

  var gclid = gclidRecord || JSON.parse(localStorage.getItem('gclid'));
  var isGclidValid = gclid && new Date().getTime() < gclid.expiryDate;

  if (currGclidFormField && isGclidValid) {
    currGclidFormField.value = gclid.value;
  }
}

window.addEventListener('load', addGclid);

 </script>

เราแนะนำอย่างยิ่งให้คุณแทรกโค้ดนี้ลงบนหน้าเว็บในไซต์ของคุณ วิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องเพิ่มโค้ดทุกครั้งที่คุณสร้างโฆษณาใหม่ที่มีหน้า Landing Page ใหม่ นอกจากนี้คุณยังไม่ต้องกังวลว่า GCLID จะหายไป หากคุณเริ่มเปลี่ยนเส้นทางการเข้าชมโฆษณาไปยังหน้า Landing Page อื่น คุณอาจเพิ่มโค้ดนี้ลงในเทมเพลตหน้าเว็บหรือองค์ประกอบของหน้าที่ใช้ร่วมกัน เช่น ส่วนท้าย เพื่อให้หน้าเว็บทุกหน้ารวมโค้ดนี้ไว้โดยอัตโนมัติ

ขั้นที่ 4: ทดสอบว่าระบบของคุณทำงาน
  1. ไปที่เว็บไซต์ของคุณโดยใส่พารามิเตอร์ ?gclid="test" ลงใน URL

    http://www.example.com?gclid="test"
  2. เข้าไปที่แบบฟอร์มโอกาสในการขายของคุณแล้วส่งโอกาสในการขายทดสอบ
  3. ลงชื่อเข้าใช้ Salesforce มองหาโอกาสในการขายทดสอบรายการใหม่นี้ แล้วดูว่าช่อง GCLID ที่กำหนดเองของคุณแสดงค่าเป็น "test" (ทดสอบ) หรือไม่
  4. เปลี่ยนโอกาสในการขายทดสอบให้เป็นโอกาส ช่อง GCLID ที่กำหนดเองของโอกาสใหม่ควรจะแสดงค่าเป็น "test" (ทดสอบ) ด้วยเช่นกัน
  5. ทำตามขั้นตอนที่ 2 ถึง 4 สำหรับแบบฟอร์มโอกาสในการขายทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกแบบฟอร์มกำหนดค่าอย่างถูกต้อง หากค่า "test" (ทดสอบ) แสดงในช่อง GCLID สำหรับโอกาสในการขายและโอกาสที่มีต้นทางมาจากฟอร์มโอกาสในการขายทั้งหมด แสดงว่าคุณพร้อมที่จะเชื่อมโยงบัญชีแล้ว
ขั้นตอนที่ 5: เชื่อมโยงบัญชี Google Ads ของคุณกับบัญชี Salesforce

ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องลงชื่อเข้าใช้ Salesforce โปรดดูข้อกำหนดเรื่องสิทธิ์ที่นี่ หากต้องการดูวิธีการลิงก์บัญชีแบบเต็ม โปรดอ่านลิงก์บัญชี Salesforce กับบัญชี Google Ads

เคล็ดลับ: เครื่องมือวัด Conversion ข้ามบัญชี

หากใช้เครื่องมือวัด Conversion ข้ามบัญชีในบัญชีดูแลจัดการ (MCC) คุณต้องลิงก์บัญชี Salesforce กับบัญชีดูแลจัดการ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ ให้ลิงก์กับบัญชีที่ไม่ใช่บัญชีดูแลจัดการได้เลย

ขั้นตอนที่ 6: ตั้งค่าการกระทำที่ถือเป็น Conversion

เมื่อบัญชี Google Ads และ Salesforce ลิงก์กันแล้ว คุณจะต้องเลือกเป้าหมาย Salesforce (นั่นคือสถานะโอกาสในการขายและระยะโอกาส) ที่ต้องการติดตามเป็น Conversion ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่โอกาสในการขายหรือโอกาสมีความคืบหน้าไปจนถึงจุดที่กำหนด ระบบจะบันทึก Conversion ใน Google Ads โปรดทราบว่าหากโอกาสในการขายหรือโอกาสย้อนกลับไปยังระยะหรือสถานะก่อนหน้า Google Ads จะไม่บันทึกเป็น Conversion โปรดตรวจสอบใน Salesforce ว่าลำดับเป้าหมายตรงกับกระบวนการขายของคุณ

  1. คลิกไอคอนเครื่องมือ ที่มุมขวาบนของบัญชี Google Ads
  2. คลิก Conversion ใต้ "การวัด"
  3. คลิก Salesforce ในเมนูด้านซ้าย คุณจะเห็นรายการบัญชี Salesforce ทั้งหมดที่ลิงก์กับบัญชี Google Ads
  4. คลิกบัญชี Salesforce ที่คุณเพิ่งลิงก์ ซึ่งจะนำไปยังหน้าที่มีรายการเป้าหมาย Salesforce ของบัญชีดังกล่าว
  5. ในแต่ละเป้าหมายที่ต้องการเชื่อมโยงกับการกระทำที่ถือเป็น Conversion ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
    1. คลิกเมนูแบบเลื่อนลงการกระทำที่ถือเป็น Conversion
    2. คลิกสร้างการกระทำที่ถือเป็น Conversion ใหม่ แล้วตั้งค่าการกระทำที่ถือเป็น Conversion ให้เสร็จ โปรดทราบว่า
      • ชื่อ Conversion ที่ป้อนจะช่วยให้คุณจำการกระทำที่ถือเป็น Conversion นี้ได้เมื่อเห็นในรายงาน Conversion ในภายหลัง ตัวอย่างเช่น "โอกาสในการขายที่เข้าเกณฑ์" หรือ "โอกาสใหม่"
      • หากต้องการได้รับ Conversion มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้เลือกกรอบเวลา Conversion สูงสุด 90 วัน
    3. คลิกสร้างและต่อไป
    4. เมื่อเห็นหน้ายืนยันระบุว่าเป้าหมายจับคู่กับการกระทำที่ถือเป็น Conversion แล้ว ให้คลิกเสร็จสิ้น
  6. กำหนดเวลาการนำเข้า Conversion ดังนี้
    1. คลิกส่วนกำหนดการนำเข้า
    2. ใช้เมนูแบบเลื่อนลงเพื่อเลือกความถี่ที่ต้องการให้ Google Ads นำเข้า Conversion และเลือกเวลาที่จะนำเข้า หากใช้กลยุทธ์การเสนอราคาอัตโนมัติของ Google Ads เพื่อเสนอราคา Conversion กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำงานได้ดีที่สุดหากคุณอัปโหลด Conversion เป็นประจำ หากจะให้ดีคือวันละครั้ง
    3. คลิกบันทึก
  7. คลิกกลับเพื่อย้อนกลับไปที่หน้า "บัญชี Salesforce"

นอกจากนี้คุณยังตั้งค่าการกระทำที่ถือเป็น Conversion ของ Salesforce จากหน้า "การกระทำที่ถือเป็น Conversion" ได้อีกด้วย

  1. คลิกไอคอนเครื่องมือ ที่มุมขวาบนของบัญชี Google Ads
  2. คลิก Conversion ใต้ "การวัด" ซึ่งจะนำไปยังหน้าที่แสดงรายการการกระทำที่ถือเป็น Conversion
  3. คลิกปุ่มบวก แล้วคลิกนำเข้า
  4. เลือก Salesforce แล้วคลิกต่อไป
  5. ในส่วน "บัญชีและเป้าหมาย" ให้คลิกบัญชี Salesforce ที่ต้องการติดตาม Conversion แล้วเลือกเป้าหมายที่ Google Ads ควรรายงานเป็น Conversion หากต้องการใช้การตั้งค่าการกระทำที่ถือเป็น Conversion เดียวกันสำหรับเป้าหมาย คุณจะเลือกเป้าหมายได้มากกว่า 1 รายการ
  6. ตั้งค่าการกระทำที่ถือเป็น Conversion ให้เสร็จสมบูรณ์
  7. คลิกสร้างและต่อไป
  8. เมื่อเห็นหน้ายืนยันระบุว่าเป้าหมายจับคู่กับการกระทำที่ถือเป็น Conversion แล้ว ให้คลิกเสร็จสิ้น หากต้องการจับคู่เป้าหมายอื่นกับการกระทำที่ถือเป็น Conversion ให้คลิกตั้งค่าการกระทำที่ถือเป็น Conversion ของ Salesforce รายการอื่น

    โปรดทราบว่าวิธีนี้จะสร้างการกระทำที่ถือเป็น Conversion ที่จะจับคู่กับเป้าหมาย Salesforce เท่านั้น หากต้องการกำหนดความถี่ของการนำเข้าเป้าหมาย Salesforce เป็น Conversion ให้คลิก Salesforce ในเมนูทางด้านซ้าย และดูขั้นตอนการกำหนดเวลาการนำเข้าชุดก่อนหน้า

วิธีนำเข้ามูลค่า Conversion

ถ้าคุณให้เรานำเข้ามูลค่า Conversion จากบัญชี Sales Cloud ของคุณ Google Ads จะคำนวณมูลค่าด้วยการคูณค่า "Probability" ของระยะโอกาส (ตามที่กำหนดค่าในบัญชี Sales Cloud) กับค่าใหม่ที่สุดในช่อง "Amount" ของโอกาสนั้นๆ  

ตัวอย่าง

สมมติว่าคุณบอกให้ Google Ads นำเข้า Conversion ทุกสัปดาห์ และการนำเข้าครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 7 วันก่อน เมื่อ 2 วันก่อน คุณทำเครื่องหมายระยะในโอกาสเป็น "Negotiating" (กำลังเจรจา) ค่า "Amount" ของโอกาสนี้เท่ากับ 30,000 บาท และความน่าจะเป็นสำหรับระยะกำลังเจรจาคือ 75% คุณเปลี่ยนค่า "Amount" ของโอกาสเป็น 48,000 บาทเมื่อวานนี้ ในวันนี้ Google Ads จะนำเข้า Conversion และคำนวณมูลค่า Conversion เป็น 36,000 บาท (75% x 48,000 บาท)

ถ้าคุณมั่นใจว่ามูลค่า Conversion ควรคำนวณจากค่า Amount ที่ตั้งไว้ในตอนที่ระยะของโอกาสเปลี่ยนแปลง เราขอแนะนำให้ตั้งค่าให้เกิดการนำเข้าทุกวัน

วิธีแก้ไขการกระทำที่ถือเป็น Conversion ของ Salesforce

ทำตามวิธีการด้านล่างเพื่อเปลี่ยนเป้าหมาย Salesforce ที่ต้องการติดตามเป็น Conversion

  1. คลิกไอคอนเครื่องมือ ที่มุมขวาบนของบัญชี Google Ads
  2. คลิก Conversion ใต้ "การวัด"
  3. คลิก Salesforce ในเมนูด้านซ้าย 
  4. คลิกบัญชี Salesforce ซึ่งมีเป้าหมายที่จับคู่กับการกระทำที่ถือเป็น Conversion ที่คุณต้องการแก้ไข
  5. เลือกจากตัวเลือกต่อไปนี้
    • หากต้องการเปลี่ยนการกระทำที่ถือเป็น Conversion ที่จับคู่กับเป้าหมาย Salesforce ให้คลิกเมนูแบบเลื่อนลง และเลือกการกระทำที่ถือเป็น Conversion อื่น หรือสร้างการกระทำที่ถือเป็น Conversion ใหม่
    • หากการกระทำที่ถือเป็น Conversion ไม่ควรจับคู่กับเป้าหมาย Salesforce อีกต่อไป ให้คลิกยกเลิกการเลือกการกระทำที่ถือเป็น Conversion
  6. คลิกกลับ
ขั้นตอนที่ 7: นำเข้า Conversion

ตอนนี้บัญชีจะนำเข้า Conversion จาก Salesforce โดยอัตโนมัติตามกำหนดการที่คุณตั้งไว้

หากต้องการรับประกันว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง โปรดนำเข้า Conversion ด้วยตนเอง โดยไปที่หน้าเว็บที่แสดงรายการเป้าหมาย Salesforce ในบัญชี Google Ads และคลิกนำเข้าทันที อยู่ในหน้านี้จนกว่าการนำเข้าจะเสร็จสมบูรณ์ แล้วคุณจะเห็นข้อความที่แจ้งว่านำเข้าสำเร็จหรือไม่

ในครั้งแรกที่คุณขอให้ระบบทำการนำเข้า Google Ads จะดึงข้อมูล Conversion ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในช่วง 14 วันล่าสุด สำหรับการนำเข้าที่เกิดขึ้นภายหลัง เราจะรวม Conversion ทั้งหมดตั้งแต่การนำเข้าครั้งล่าสุด (ย้อนหลังไม่เกิน 14 วัน) ดังนั้นคุณจึงควรนำเข้า Conversion อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง 

การนำเข้าอาจใช้เวลาสักครู่ขึ้นอยู่กับจำนวน Conversion ที่จะอัปโหลด ระบบจะปิดใช้ลิงก์ "นำเข้าทันที" เมื่อเริ่มการนำเข้า ในกรณีที่คุณยังไม่ได้จับคู่โอกาสในการขายและโอกาสของ Salesforce กับการกระทำที่ถือเป็น Conversion ของ Google Ads เลย หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่ได้บันทึกของการกระทำที่ถือเป็น Conversion

หากเกิดปัญหากับการนำเข้าตามกำหนดการ คุณจะได้รับการแจ้งเตือนในบัญชี Google Ads

วิธีตรวจสอบประวัติการนำเข้าของคุณ

  1. ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google Ads
  2. คลิกไอคอนเครื่องมือ ที่มุมขวาบนของบัญชี Google Ads
  3. คลิก Conversion ใต้ "การวัด"
  4. คลิก Salesforce ในเมนูด้านซ้าย 
  5. คลิกประวัติการนำเข้าที่ด้านบนสุดของหน้า เรียกดูคอลัมน์ในหน้า "ประวัติการนำเข้า" เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะการอัปโหลด ดังนี้
    • คอลัมน์ "สถานะ" จะช่วยให้ดูได้อย่างรวดเร็วว่า Conversion ของ Salesforce ได้รับการนำเข้าเรียบร้อยแล้วหรือไม่
    • คอลัมน์ "ผลลัพธ์" มีลิงก์เพื่อดู Conversion ที่นำเข้าและ Conversion ที่ไม่ได้นำเข้าเนื่องจากข้อผิดพลาดของไฟล์
    • คอลัมน์ "การกระทำ" มีลิงก์ต่อไปนี้
      • ดาวน์โหลดผลลัพธ์: ดาวน์โหลดสำเนาของไฟล์ที่อัปโหลด ลิงก์นี้จะปรากฏขึ้นเมื่อระบบนำเข้า Conversion ทั้งหมดในไฟล์สำเร็จ
      • ดาวน์โหลดทั้งหมด: ดาวน์โหลดสำเนาของไฟล์ที่อัปโหลดรวมถึง Conversion ที่นำเข้าไม่สำเร็จ
      • ดาวน์โหลดข้อผิดพลาด: ดาวน์โหลดสเปรดชีตที่แสดงรายการ Conversion จากไฟล์ที่นำเข้าไม่สำเร็จพร้อมข้อความแสดงข้อผิดพลาด

      เมื่อคุณเลือกลิงก์ใดลิงก์หนึ่งจาก 3 ลิงก์ข้างต้น ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจะมีคอลัมน์ "ผลลัพธ์" ที่ยืนยันว่านำเข้า Conversion เรียบร้อยแล้วหรืออธิบายว่าทำไมจึงนำเข้าไม่สำเร็จ โดยระบบจะนำลิงก์เหล่านี้ออกภายใน 30-60 วันหลังจากการอัปโหลดครั้งแรก

วิธีแก้ไขข้อผิดพลาด

หากพบข้อผิดพลาดขณะอัปโหลด Conversion ของ Salesforce โปรดดูบทความนี้

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม
เราจะปรับปรุงได้อย่างไร

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ลงชื่อเข้าใช้เพื่อดูตัวเลือกการสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาของคุณอย่างรวดเร็ว