สร้างกลุ่มเป้าหมายตามการจับคู่ข้อมูลลูกค้าโดยการอัปโหลดไฟล์ข้อมูล

ใช้ Data Manager API สำหรับเวิร์กโฟลว์การจับคู่ข้อมูลลูกค้าเพื่อประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีขึ้นสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และสิทธิ์เข้าถึงฟีเจอร์เพิ่มเติม เราแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้เวิร์กโฟลว์การจับคู่ข้อมูลลูกค้าใหม่โดยใช้ Google Ads API

การจับคู่ข้อมูลลูกค้าช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าได้โดยใช้ข้อมูลที่ลูกค้าเหล่านั้นแชร์กับคุณ หากต้องการรวมข้อมูลจากบุคคลที่หนึ่งนี้เข้ากับแคมเปญ คุณจะต้องอัปโหลดข้อมูลของคุณไปยัง Google Ads ก่อน

บทความนี้จะอธิบายวิธีการอัปโหลดไฟล์ข้อมูล ก่อนเริ่มต้น คุณต้องสร้างรายชื่อลูกค้า

ในหน้านี้


ก่อนเริ่มต้น

หากต้องการทราบภาพรวมวิธีการทำงานของการจับคู่ข้อมูลลูกค้า โปรดอ่านเกี่ยวกับการจับคู่ข้อมูลลูกค้า

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Google ใช้ไฟล์ข้อมูลที่คุณอัปโหลด และวิธีการทำงานของกระบวนการจับคู่ โปรดอ่านวิธีที่ Google ใช้ข้อมูลการจับคู่ข้อมูลลูกค้า

สำคัญ: ข้อมูลที่คุณอัปโหลดจะต้องจัดรูปแบบอย่างถูกต้องจึงจะใช้การจับคู่ข้อมูลลูกค้าได้

หลักเกณฑ์พื้นฐานของการจัดรูปแบบ

ข้อมูลต้องอยู่ในไฟล์ CSV ซึ่งเข้ารหัสไว้เป็นแบบ ASCII หรือ UTF-8 อย่างใดอย่างหนึ่ง (ไม่รองรับ UTF-16) ใช้เทมเพลตหรือสร้างไฟล์ของคุณเองโดยใช้ชื่อส่วนหัวชุดต่อไปนี้รวมกันและเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ "Email", "Phone", "First Name", "Last Name", "Country" และ "Zip" คุณอัปโหลดรหัสอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้โดยใช้เทมเพลตนี้

คุณแฮชข้อมูลลูกค้าด้วยตัวเองได้โดยใช้อัลกอริทึม SHA256 หรือให้ Google Ads แฮชโดยใช้อัลกอริทึม SHA256 เดียวกันซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการแฮชทางเดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ต้องรวบรวมข้อมูลลูกค้าตามนโยบายการจับคู่ข้อมูลลูกค้า

หากประสบปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนการอัปโหลด โปรดดูข้อมูลเรื่องวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจับคู่ข้อมูลลูกค้า


หลักเกณฑ์การจัดรูปแบบส่วนหัวของคอลัมน์ (ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น)

ส่วนหัวของคอลัมน์ในไฟล์ข้อมูลต้องใช้ชื่อที่ถูกต้องซึ่งระบุเป็นภาษาอังกฤษ แม้ว่าข้อมูลส่วนที่เหลือจะเป็นภาษาใดก็ได้ แต่ส่วนหัวของคอลัมน์ต้องเป็นภาษาอังกฤษ

  • การจับคู่อีเมล: ใช้ "Email" เป็นชื่อส่วนหัวของคอลัมน์ในไฟล์ข้อมูล
  • การจับคู่หมายเลขโทรศัพท์: ใช้ "Phone" เป็นชื่อส่วนหัวของคอลัมน์ในไฟล์ข้อมูล
  • การจับคู่ที่อยู่จัดส่ง: สำหรับการจับคู่ที่อยู่จัดส่ง ไฟล์ข้อมูลต้องมีส่วนหัวของคอลัมน์ 4 รายการต่อไปนี้ "First Name", "Last Name", "Country" และ "Zip" หากขาดชื่อส่วนหัวของคอลัมน์ที่ต้องมีก็อาจเกิดข้อผิดพลาดในการอัปโหลดได้
  • การจับคู่อีเมล ที่อยู่จัดส่ง และหมายเลขโทรศัพท์แบบรวม: ไฟล์ต้องมีส่วนหัวของคอลัมน์ 6 รายการต่อไปนี้ "Email", "Phone", "First Name", "Last Name", "Country" และ "Zip" หากคุณมีอีเมล ที่อยู่จัดส่ง หรือหมายเลขโทรศัพท์หลายรายการสำหรับลูกค้ารายเดียว ไฟล์ก็อาจมีคอลัมน์ "Email", "Zip" หรือ "Phone" หลายคอลัมน์ คุณต้องใส่ฟิลด์ข้อมูลที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับลูกค้าเท่านั้น ซึ่งอัปโหลดได้ทั้งแบบฟิลด์ข้อมูลเดียว เช่น อีเมล หรือแบบหลายฟิลด์ข้อมูล เช่น ที่อยู่จัดส่งและหมายเลขโทรศัพท์
  • การจับคู่รหัสอุปกรณ์เคลื่อนที่: ใช้ "Mobile Device ID" เป็นส่วนหัวของคอลัมน์เดียวในไฟล์ข้อมูล

ส่วนหัวคอลัมน์แต่ละรายการในไฟล์ข้อมูลต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น


หลักเกณฑ์การจัดรูปแบบสำหรับการอัปโหลดข้อมูลที่ไม่ได้แฮช

เมื่ออัปโหลดข้อมูลที่ไม่ได้แฮช โปรดทราบว่าชื่อส่วนหัวของคอลัมน์ในไฟล์ข้อมูลลูกค้าต้องเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับการอัปโหลด API คุณต้องแฮชข้อมูล ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีจัดรูปแบบข้อมูลที่แฮช

อีเมล

  • รวมชื่อโดเมนของอีเมลทั้งหมด (เช่น gmail.com หรือ hotmail.co.jp)
  • นำการเว้นวรรคที่แทรกอยู่ในอีเมลออก

ตัวอย่างเช่น

  • example@email.com
  • test@gmail.com

โทรศัพท์

  • จัดรูปแบบหมายเลขโทรศัพท์โดยใช้รูปแบบ E.164
  • ใส่รหัสประเทศ
    • โปรดทราบว่าจะใส่เครื่องหมายบวก (+) หน้ารหัสประเทศหรือไม่ก็ได้

ตัวอย่างเช่น

  • 1 (234) 567-8910
  • 81-12-3456-7891
  • 02 1234 5678

ชื่อ

  • อย่าใส่คำนำหน้า (เช่น นาง)
  • อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายกำกับเสียง

ตัวอย่างเช่น

  • john
  • zoë

นามสกุล

  • อย่าใส่ส่วนต่อท้าย (เช่น Jr.)
  • อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายกำกับเสียง

ตัวอย่างเช่น

  • sukjaidee
  • smith-jones
  • pérez

ประเทศ

  • ใช้รหัสประเทศตามมาตรฐาน ISO แบบ 2 หรือ 3 ตัวอักษร
  • ใส่รหัสประเทศด้วย แม้ว่าข้อมูลลูกค้าทั้งหมดจะมาจากประเทศเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น

  • US หรือ USA สําหรับสหรัฐอเมริกา
  • SG หรือ SGP สําหรับสิงคโปร์

รหัสไปรษณีย์

  • อนุญาตให้ใช้รหัสไปรษณีย์ทั้งของสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ
  • สำหรับสหรัฐอเมริกา
    • อนุญาตให้ใช้รหัส 5 หลัก
    • อนุญาตให้ใช้รหัส 5 หลักตามด้วยส่วนขยาย 4 หลัก ซึ่งอาจเพิ่มอัตราการจับคู่
  • สำหรับประเทศอื่น
    • ไม่ใส่ส่วนขยายรหัสไปรษณีย์

ตัวอย่างเช่น

  • 94303
  • 94303-5300
  • WC2H 8LG

รหัสอุปกรณ์เคลื่อนที่

  • ใช้คอลัมน์เดียวที่ติดป้ายกำกับ "Mobile Device ID"
  • ไฟล์ควรมีข้อมูลรหัสอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างเดียวเท่านั้น ระบบไม่ยอมรับข้อมูลประเภทอื่น
  • ระยะเวลาการเป็นสมาชิกสูงสุดคือ 540 วัน

หลักเกณฑ์การจัดรูปแบบสำหรับการอัปโหลดข้อมูลที่แฮช

ชื่อส่วนหัวของคอลัมน์ในไฟล์ข้อมูลลูกค้าต้องเป็นภาษาอังกฤษ

เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล คุณสามารถแฮชข้อมูลลูกค้าด้วยตัวเองโดยใช้อัลกอริทึม SHA256

อีเมล (แฮช)

  • ใส่ชื่อโดเมน เช่น gmail.com หรือ hotmail.co.jp สำหรับอีเมลทั้งหมด
  • อักขระทั้งหมดต้องเป็นตัวพิมพ์เล็ก
  • ลบช่องว่างข้างหน้า ข้างหลัง หรือข้างในอีเมลออก

ตัวอย่างเช่น

  • example@email.com
  • test@gmail.com

หมายเลขโทรศัพท์ (แฮช)

  • จัดรูปแบบหมายเลขโทรศัพท์โดยใช้รูปแบบ E.164
  • ใส่รหัสประเทศและเครื่องหมาย "+" ด้วย

ตัวอย่างเช่น

  • +12345678910
  • +811234567891
  • +0212345678

ชื่อ (แฮช)

  • อย่าใส่คำนำหน้า (เช่น นาง)
  • อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายกำกับเสียง
  • อักขระทั้งหมดต้องเป็นตัวพิมพ์เล็ก
  • ลบช่องว่างข้างหน้าและข้างหลังออก

ตัวอย่างเช่น

  • john
  • zoë

นามสกุล (แฮช)

  • อย่าใส่ส่วนต่อท้าย (เช่น Jr.)
  • อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายกำกับเสียง
  • อักขระทั้งหมดต้องเป็นตัวพิมพ์เล็ก
  • ลบช่องว่างข้างหน้าและข้างหลังออก

ตัวอย่างเช่น

  • sukjaidee
  • smith-jones
  • pérez

ประเทศ (แฮช)

อย่าแฮชข้อมูลประเทศ

  • ใช้รหัสประเทศ 2 ตัวอักษรตามมาตรฐาน ISO
  • ใส่รหัสประเทศด้วย แม้ว่าข้อมูลลูกค้าทั้งหมดจะมาจากประเทศเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น

  • US สำหรับสหรัฐอเมริกา
  • SG สำหรับสิงคโปร์

รหัสไปรษณีย์ (แฮช)

  • อย่าแฮชข้อมูลรหัสไปรษณีย์
  • อนุญาตให้ใช้รหัสไปรษณีย์ทั้งของสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ
  • สำหรับสหรัฐอเมริกา
    • อนุญาตให้ใช้รหัส 5 หลัก
    • อนุญาตให้ใช้รหัส 5 หลักตามด้วยส่วนขยาย 4 หลัก ซึ่งอาจเพิ่มอัตราการจับคู่
  • สำหรับประเทศอื่น
    • ไม่ใส่ส่วนขยายรหัสไปรษณีย์

ตัวอย่างเช่น

  • 94303
  • 94303-5300
  • WC2H 8LG

รหัสอุปกรณ์เคลื่อนที่ (แฮช)

  • ไฟล์ควรมีข้อมูลรหัสอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างเดียวเท่านั้น ระบบไม่ยอมรับข้อมูลประเภทอื่น
  • ระยะเวลาการเป็นสมาชิกสูงสุดคือ 540 วัน

วิธีการ

วิธีอัปโหลดข้อมูลการจับคู่ข้อมูลลูกค้า

  1. ไปที่ตัวจัดการกลุ่มเป้าหมายในไอคอนเครื่องมือ ไอคอนเครื่องมือ
  2. คลิกปุ่มบวกเพื่อสร้างรายการกลุ่มเป้าหมายใหม่
  3. เลือกรายชื่อลูกค้า
  4. เลือกว่าจะอัปโหลดไฟล์ข้อมูลแบบข้อความธรรมดาหรือไฟล์ข้อมูลที่แฮช หลักเกณฑ์การจัดรูปแบบที่สำคัญที่สุดคือตรวจสอบว่าส่วนหัวของคอลัมน์ในไฟล์ข้อมูลลูกค้าใช้ชื่อที่ถูกต้องซึ่งระบุเป็นภาษาอังกฤษ
    • หากคุณเลือกที่จะอัปโหลดข้อมูลลูกค้าแบบข้อความธรรมดา ระบบจะแฮชข้อมูลส่วนตัวลูกค้าในไฟล์ (อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อ และนามสกุล) ไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้อัลกอริทึม SHA256 ก่อนที่จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google อย่างปลอดภัย แต่จะไม่แฮชข้อมูลประเทศและรหัสไปรษณีย์
    • หากคุณเลือกแฮชข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดที่อธิบายไว้ในส่วนจัดรูปแบบไฟล์ข้อมูลลูกค้า
  5. เลือกไฟล์ใหม่
  6. หากคุณยอมรับ ให้เลือกช่อง "ข้อมูลนี้ได้รับการรวบรวมและแชร์กับ Google ตามนโยบายการจับคู่ข้อมูลลูกค้าของ Google"
  7. ตั้งระยะเวลาการเป็นสมาชิก ระยะเวลาสูงสุดคือ 540 วัน
    • หมายเหตุ: หากขนาดรายการลดลงอย่างมาก ให้ตรวจสอบว่าระยะเวลาการเป็นสมาชิกหมดอายุแล้วหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่าในรายการมีการดำเนินการ "นำออก" หรือไม่ การรีเฟรชรายการด้วยข้อมูลใหม่เป็นประจำโดยการต่อท้ายแทนการแทนที่ทั้งหมด (เว้นแต่จะตั้งใจ) จะช่วยรักษาขนาดรายการได้ การเปลี่ยนแปลงกิจกรรมของผู้ใช้ (เช่น ไม่มีการใช้งานนานกว่า 30 วัน) หรือการที่ผู้ใช้เลือกไม่รับโฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ยังอาจทําให้จํานวนสมาชิกในรายการที่ใช้งานอยู่ลดลงด้วย
  8. เลือกอัปโหลดและสร้างรายการ
  9. ดูความคืบหน้าของการอัปโหลดไฟล์ข้อมูลได้ใน "รายการกลุ่มเป้าหมาย" ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาดำเนินการสูงสุด 48 ชั่วโมง
  10. หลังจากอัปโหลดข้อมูลแล้ว ระบบจะนําไปยังหน้าที่แสดงการอัปโหลดไฟล์สำเร็จ คุณยังจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจํานวนแถวที่อัปโหลดสําเร็จ และเปอร์เซ็นต์อัตราการจับคู่
  11. คุณจะเห็นการดำเนินการกับไฟล์ 5 อย่างสุดท้าย และทําความเข้าใจสถิติการอัปโหลดของการดําเนินการเหล่านั้น

หากต้องการใช้ไฟล์ข้อมูลลูกค้าให้ได้ผลดี ควรตรวจสอบว่าได้จัดรูปแบบไฟล์ข้อมูลลูกค้าอย่างถูกต้องแล้ว

หมายเหตุ: หากเลือกช่อง "รายชื่อลูกค้าที่อิงตาม Conversion" ในการตั้งค่าบัญชี คุณจะสามารถใช้รายชื่อลูกค้าที่สร้างขึ้นให้คุณได้ในส่วนตัวจัดการกลุ่มเป้าหมาย > กลุ่มเป้าหมาย

อัปเดตรายชื่อ

คุณต้องอัปเดตและจัดการรายชื่อลูกค้าเป็นประจำเพื่อให้รายชื่อลูกค้าเหล่านั้นเป็นปัจจุบัน Google Ads มีการรายงานกลุ่มเป้าหมายแบบใหม่และได้อัปเดตข้อกำหนดแล้ว ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัปเดตคําและวลีของกลุ่มเป้าหมาย

คุณอัปเดตรายชื่อได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • แทนที่ข้อมูลทั้งหมด: แทนที่รายชื่อที่มีอยู่ด้วยไฟล์ใหม่ทั้งหมด
  • เพิ่มลูกค้า: เพิ่มข้อมูลลูกค้าเพิ่มเติมลงในรายชื่อที่มีอยู่
  • นำลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงออก: นำข้อมูลลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงออกจากรายชื่อที่มีอยู่

วิธีการอัปเดตข้อมูลลูกค้ามีหลายวิธีดังนี้

วิธีแทนที่รายชื่อลูกค้าเดิม

  1. ไปที่ตัวจัดการกลุ่มเป้าหมายในไอคอนเครื่องมือ ไอคอนเครื่องมือ
  2. เลือกแท็บกลุ่มเป้าหมายที่ด้านบนของหน้า
  3. ในตารางกลุ่มเป้าหมาย คลิกกลุ่มเป้าหมายตามการจับคู่ข้อมูลลูกค้า
  4. ในแผง "รายชื่อลูกค้า" คลิกไอคอน 3 จุด แล้วเลือกแก้ไข
  5. เลือกตัวเลือกแทนที่สมาชิกที่มีอยู่ในรายการด้วยรายชื่อลูกค้าใหม่
  6. เลือกว่าจะอัปโหลดไฟล์ข้อมูลแบบข้อความธรรมดาหรือไฟล์ข้อมูลที่แฮช
    • หากคุณเลือกที่จะอัปโหลดข้อมูลลูกค้าแบบข้อความธรรมดา ระบบจะแฮชข้อมูลส่วนตัวลูกค้าในไฟล์ (อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อ และนามสกุล) ไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้อัลกอริทึม SHA256 ก่อนที่จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google อย่างปลอดภัย แต่จะไม่แฮชข้อมูลประเทศและรหัสไปรษณีย์
    • หากคุณเลือกที่จะแฮชข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดที่อธิบายไว้ในส่วนข้อกำหนดการอัปโหลดไฟล์ข้อมูลของบทความนี้
  7. เลือกไฟล์ใหม่
  8. หากคุณยอมรับ ให้เลือกช่อง "ข้อมูลนี้ได้รับการรวบรวมและแชร์กับ Google ตามนโยบายของ Google"
  9. ตั้งระยะเวลาการเป็นสมาชิก ระบบไม่จำกัดระยะเวลาการเป็นสมาชิกเริ่มต้น แต่คุณเลือกกำหนดการจำกัดเวลาเองได้
  10. เลือกบันทึก

วิธีเพิ่มข้อมูลลงในรายชื่อลูกค้าเดิม

  1. ไปที่ตัวจัดการกลุ่มเป้าหมายในไอคอนเครื่องมือ ไอคอนเครื่องมือ
  2. เลือกแท็บกลุ่มเป้าหมายที่ด้านบนของหน้า
  3. เลือกรายชื่อลูกค้าในตารางกลุ่มเป้าหมาย
  4. ในแผง "รายชื่อลูกค้า" คลิกไอคอน 3 จุด แล้วเลือกแก้ไข
  5. เลือกตัวเลือกเพิ่มลูกค้า
  6. เลือกว่าจะอัปโหลดไฟล์ข้อมูลแบบข้อความธรรมดาหรือไฟล์ข้อมูลที่แฮช
    • หากคุณเลือกที่จะอัปโหลดข้อมูลลูกค้าแบบข้อความธรรมดา ระบบจะแฮชข้อมูลส่วนตัวลูกค้าในไฟล์ (อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อ และนามสกุล) ไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้อัลกอริทึม SHA256 ก่อนที่จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google อย่างปลอดภัย แต่จะไม่แฮชข้อมูลประเทศและรหัสไปรษณีย์
    • หากคุณเลือกที่จะแฮชข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดที่อธิบายไว้ในส่วนข้อกำหนดการอัปโหลดไฟล์ข้อมูลของบทความนี้
  7. เลือกไฟล์ที่มีข้อมูลที่คุณต้องการเพิ่ม
  8. หากคุณยอมรับ ให้เลือกช่อง "ข้อมูลนี้ได้รับการรวบรวมและแชร์กับ Google ตามนโยบายของ Google"
  9. ตั้งระยะเวลาการเป็นสมาชิก ระบบไม่จำกัดระยะเวลาการเป็นสมาชิกเริ่มต้น แต่คุณเลือกกำหนดการจำกัดเวลาเองได้
  10. เลือกบันทึก

วิธีนำข้อมูลออกจากรายชื่อลูกค้าเดิม

  1. ไปที่ตัวจัดการกลุ่มเป้าหมายในไอคอนเครื่องมือ ไอคอนเครื่องมือ
  2. เลือกแท็บกลุ่มเป้าหมายที่ด้านบนของหน้า
  3. เลือกรายชื่อลูกค้าในตารางกลุ่มเป้าหมาย
  4. ในส่วน "รายชื่อลูกค้า" คลิกไอคอน 3 จุด แล้วเลือกแก้ไข
  5. เลือกตัวเลือกนำลูกค้าบางรายออก
  6. เลือกว่าจะอัปโหลดไฟล์ข้อมูลแบบข้อความธรรมดาหรือไฟล์ข้อมูลที่แฮช
    • หากคุณเลือกที่จะอัปโหลดข้อมูลลูกค้าแบบข้อความธรรมดา ระบบจะแฮชข้อมูลส่วนตัวลูกค้าในไฟล์ (อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อ และนามสกุล) ไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้อัลกอริทึม SHA256 ก่อนที่จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google อย่างปลอดภัย แต่จะไม่แฮชข้อมูลประเทศและรหัสไปรษณีย์
    • หากคุณเลือกที่จะแฮชข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดที่อธิบายไว้ในส่วนข้อกำหนดการอัปโหลดไฟล์ข้อมูลของบทความนี้
  7. เลือกไฟล์ที่มีข้อมูลที่คุณต้องการนำออก
  8. หากคุณยอมรับ ให้เลือกช่อง "ข้อมูลนี้ได้รับการรวบรวมและแชร์กับ Google ตามนโยบายของ Google"
  9. ตั้งระยะเวลาการเป็นสมาชิก ระบบไม่จำกัดระยะเวลาการเป็นสมาชิกเริ่มต้น แต่คุณเลือกกำหนดการจำกัดเวลาเองได้
  10. เลือกบันทึก

วิธีนํารายชื่อลูกค้าเดิมออก

  1. ไปที่ตัวจัดการกลุ่มเป้าหมายในไอคอนเครื่องมือ ไอคอนเครื่องมือ
  2. เลือกแท็บกลุ่มเป้าหมายตามข้อมูลของคุณที่ด้านบนของหน้า
  3. เลือกรายชื่อลูกค้าในตารางกลุ่มเป้าหมาย
  4. ในส่วน "รายชื่อลูกค้า" คลิกไอคอน 3 จุด แล้วเลือกแก้ไข
  5. เลือกนํารายชื่อออก

ทำความเข้าใจอัตราการจับคู่

อัตราการจับคู่ข้อมูลลูกค้าคือเปอร์เซ็นต์ของรายชื่อลูกค้าที่อัปโหลดซึ่งเชื่อมโยงกับผู้ใช้ Google ได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารายชื่อของคุณใช้งานได้มากน้อยเพียงใด อัตราการจับคู่จะบ่งบอกว่าคุณอัปโหลดข้อมูลที่ถูกต้องในรูปแบบที่เหมาะสมหรือไม่ แต่ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของรายชื่อ

เมื่อคุณอัปโหลดรายชื่อลูกค้า อัลกอริทึมการแฮชที่ปลอดภัยจะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นรหัส Google จะไม่ได้รับหรือดูอีเมลจริง บัญชี Google จะถูกแปลงเป็นรหัสด้วยเช่นกัน และระบบจะเปรียบเทียบรหัสเหล่านี้เพื่อค้นหาข้อมูลที่ตรงกัน หลังจากการประมวลผลเสร็จสิ้น ไฟล์ข้อมูลจะถูกลบ Google จะไม่เก็บหรือใช้ข้อมูลนี้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด

ระบบจะแสดงอัตราการจับคู่สําหรับการอัปโหลดที่ใช้ Google Ads API ใหม่เท่านั้น โดยต้องมีแถวอย่างน้อย 100 แถวที่ตรงกับผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำ

เพราะการมีข้อมูลลูกค้าที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ ใช้อัตราการจับคู่เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการใช้งานและการจัดรูปแบบข้อมูล

วิธีปรับปรุงอัตราการจับคู่มีดังนี้

หากพบปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายตามการจับคู่ข้อมูลลูกค้า โปรดติดต่อเรา


ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ไหม

เราจะปรับปรุงได้อย่างไร
false
Achieve your advertising goals today!

Attend our Performance Max Masterclass, a livestream workshop session bringing together industry and Google ads PMax experts.

Register now

ค้นหา
ล้างการค้นหา
ปิดการค้นหา
แอป Google
เมนูหลัก
3616849488264921794
true
ค้นหาศูนย์ช่วยเหลือ
true
true
true
true
true
true
73067
false
false
true
true
false