มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ Google Ads และ Analytics รายงานจำนวนคลิกและเซสชันแตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการคลิกและเซสชัน เช่น กำหนดค่าโค้ดติดตามไม่ถูกต้องหรือไม่มีโค้ดติดตามในหน้า Landing Page บางครั้ง เมื่อลูกค้าดูข้อมูลจาก Google Ads และ Analytics ร่วมกันจะเห็นว่าจำนวนคลิกและเซสชันในรายงานไม่ตรงกัน การมีเซสชันมากกว่าคลิกจริงๆ แล้วแสดงถึงการมีส่วนร่วมในเชิงบวก แม้ว่าหัวข้อเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับ Google Analytics แต่ก็สามารถใช้แนวคิดเดียวกันนี้กับแคมเปญ Google Ads ทุกประเภทได้
นอกจากนี้ คุณยังแก้ปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลด้วยการวินิจฉัยใน Google Analytics ได้ด้วย
บทความนี้จะกล่าวถึงสาเหตุหลักบางประการที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างจำนวนคลิกกับเซสชันในแคมเปญ Google Ads
- คลิกและเซสชันเป็นเมตริกที่ต่างกัน
- Google Ads กรองคลิกที่ไม่ถูกต้องออกจากรายงาน ส่วน Analytics นั้นแสดงข้อมูลทั้งหมด
- คุณปิดการติดแท็กอัตโนมัติสำหรับ URL ในบัญชี Google Ads
- เปิดการติดแท็กด้วยตัวเอง
- ตรวจสอบว่าการตั้งค่าการนำเข้าและการส่งออกของ Google Ads ถูกต้อง (โฟลว์ข้อมูลและ Conversion ของ Google Analytics)
- ตรวจสอบวันที่ลิงก์บัญชี
- เว็บไซต์มีการเขียน URL ใหม่ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์
- หน้า Landing Page อาจเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้าเว็บอื่น
- ตรวจสอบว่าระบบกำลังติดตามหน้า Landing Page ของโฆษณา
- ผู้ใช้อาจกำหนดการตั้งค่าเบราว์เซอร์ที่ทำให้ Analytics ซึ่งใช้ในเว็บไซต์ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้
- ตรวจสอบว่าหน้า Landing Page โหลดโค้ดได้อย่างถูกต้อง
- ผู้ใช้กลับมาระหว่างช่วงอายุการทำงานของแคมเปญ
- ผู้ใช้กลับมาที่เว็บไซต์ผ่านทางบุ๊กมาร์ก
- เซิร์ฟเวอร์ล่าช้า
คลิกและเซสชันเป็นเมตริกที่ต่างกัน
Google Ads ติดตามการคลิก ส่วน Analytics ติดตามเซสชันและผู้ใช้ คุณควรทราบว่าเมตริกเหล่านี้แตกต่างกัน และอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ในระดับหนึ่ง
- การคลิก (Google Ads): ระบบจะบันทึกการคลิกเมื่อมีผู้โต้ตอบกับโฆษณา (เช่น คลิกบรรทัดแรกหรือคํากระตุ้นให้ดำเนินการ)
- เซสชัน (Google Analytics): เซสชันคือกลุ่มของการโต้ตอบที่ผู้ใช้ทำกับเว็บไซต์ซึ่งเกิดขึ้นภายในกรอบเวลาที่กำหนด ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้คลิกโฆษณา เรียกดูหลายหน้าในเว็บไซต์ แล้วออกไป ระบบมักจะนับการเข้าชมทั้งหมดนั้นเป็น 1 เซสชัน หากผู้ใช้คลิกโฆษณา 2 ครั้งภายใน 30 นาทีโดยไม่ได้ปิดเบราว์เซอร์ Analytics อาจบันทึกเหตุการณ์นี้เป็น 1 เซสชัน แม้ว่าผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์และกลับมาก็ตาม แต่ Google Ads จะนับเป็นการคลิก 2 ครั้ง
- ผู้ใช้ (Google Analytics): ผู้ใช้คือบุคคลที่เริ่มอย่างน้อย 1 เซสชันในช่วงวันที่ที่เลือก
สาเหตุที่พบได้ทั่วไปของความแตกต่าง: ผู้ใช้อาจคลิกโฆษณาหลายครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ
- Google Ads จะกรองคลิกที่ไม่ถูกต้องออก ส่วน Google Analytics จะรายงานเซสชันทั้งหมดในตอนแรกก่อนที่อาจจะมีการกรอง
- ผู้ใช้อาจคลิกโฆษณา แต่ปิดเบราว์เซอร์หรือไปยังส่วนอื่นก่อนที่โค้ดติดตาม Google Analytics ในหน้า Landing Page จะโหลดเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้มีการคลิกแต่ไม่มีเซสชัน
- ปัญหาทางเทคนิค เช่น การลบ GCLID, การติดตั้งแท็กที่ไม่ถูกต้อง หรือการเปลี่ยนแปลงรหัสเซสชันในเว็บไซต์ ก็อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน หากสงสัยว่ามีปัญหาทางเทคนิค เราขอแนะนำให้ปรึกษานักพัฒนาเว็บ
สําหรับแคมเปญ Demand Gen โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มอย่าง YouTube ความแตกต่างระหว่างการคลิกกับเซสชันอาจชัดเจนกว่าเนื่องจากลักษณะของการโต้ตอบกับโฆษณา
Google Ads กรองคลิกที่ไม่ถูกต้องออกจากรายงาน ส่วน Analytics นั้นแสดงข้อมูลทั้งหมด
Google Ads จะกรองการคลิกบางรายการออกจากรายงานโดยอัตโนมัติ ส่วน Analytics จะรายงานทุกเซสชันที่เกิดขึ้น การคลิกที่กรองออกจากรายงาน Google Ads คือกรณีที่มีคนคลิกโฆษณาซ้ำๆ เพื่อทำให้คุณมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือเพื่อเพิ่มอัตราการคลิกผ่าน หรือการเข้าชมอื่นๆ ที่ไม่ตรงกับพฤติกรรมปกติของผู้ใช้ Google Ads ถือว่าคลิกเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไม่ถูกต้องและจะกรองออกจากรายงาน Google Ads โดยอัตโนมัติ เราจะไม่เรียกเก็บเงินสําหรับคลิกที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้จากคุณ
วิธีตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคลิกและการโต้ตอบที่ไม่ถูกต้องในบัญชี Google Ads
- ไปที่หน้าแคมเปญ
- เลือกไอคอนคอลัมน์ เหนือตารางสถิติ
- เลือก "แก้ไขคอลัมน์" แล้วค้นหา "คลิกที่ไม่ถูกต้อง" และ "การโต้ตอบที่ไม่ถูกต้อง"
- เพิ่มคอลัมน์เหล่านี้ลงในรายงาน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคลิกที่ไม่ถูกต้อง
คุณปิดการติดแท็กอัตโนมัติสำหรับ URL ในบัญชี Google Ads
หากคุณปิดการติดแท็กอัตโนมัติและไม่ได้ติดแท็ก URL สุดท้ายด้วยตัวเองโดยใช้ตัวแปรการติดตามแคมเปญ การเข้าชมจะไม่นับเป็น Google CPC (การคลิกที่มาจากโฆษณา Google Ads) แต่อาจได้รับการระบุแหล่งที่มาเป็น Google Organic (การคลิกจากผลการค้นหาทั่วไปใน Google.com) แทน ซึ่งอาจทําให้ Google Analytics ไม่บันทึกหรือระบุแหล่งที่มาของการเข้าชมที่เสียค่าใช้จ่ายจาก Google Ads อย่างไม่ถูกต้อง (เช่น แสดงเป็นการเข้าชมจากการค้นหาทั่วไป การเข้าชมโดยตรง หรือ (not set)) ตรวจสอบว่าบัญชี Google Ads เปิดการติดแท็กอัตโนมัติแล้วเพื่อให้ระบบเพิ่มพารามิเตอร์ GCLID ต่อท้าย URL โดยอัตโนมัติได้ GCLID มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการลิงก์ข้อมูล Google Ads กับ Google Analytics
หากเปิดการติดแท็กอัตโนมัติไว้ อาจมีบางกรณีที่เซสชันเกินกว่าการคลิก ซึ่งเป็นสัญญาณของการมีส่วนร่วมเชิงบวกกับเว็บไซต์ Google จะกําหนด gclid ที่ไม่ซ้ำให้กับผู้ใช้รายนั้น และหากผู้ใช้กลับมาที่เว็บไซต์โดยตรง เซสชันเพิ่มเติมเหล่านี้จะมีแหล่งที่มาของแคมเปญที่รายงานเป็นแหล่งที่มาของแคมเปญที่ทราบล่าสุด ในกรณีนี้ แคมเปญที่ทราบล่าสุดคือแคมเปญ Google Ads
ดูวิธีเปิดใช้การติดแท็กอัตโนมัติ
เปิดการติดแท็กด้วยตัวเอง
อาจมีบางกรณีที่มิติข้อมูลที่มีการระบุแหล่งที่มา โดยเฉพาะจาก Google Ads (เช่น แคมเปญ กลุ่มโฆษณา โฆษณา แหล่งที่มา/สื่อ และแพลตฟอร์มแหล่งที่มาของเซสชันของ Google Ads) อาจแสดงเป็น "(not set)" หากใช้ WBRAID หรือ GBRAID กรณีนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อ Google Analytics ไม่ได้รับข้อมูลสําหรับมิติข้อมูลนั้น "(ไม่มีข้อมูล)" อาจปรากฏขึ้นด้วยหากข้อมูลยังอยู่ระหว่างการประมวลผล (รอ 24-48 ชั่วโมง) หรือ Google Analytics ไม่สามารถเชื่อมโยงเซสชันกับแหล่งที่มาของการเข้าชมที่เฉพาะเจาะจงได้ สําหรับ "(not set)" ในแคมเปญของเซสชันที่เกี่ยวข้องกับ Demand Gen ให้ตรวจสอบว่าบัญชี MCC ที่ใช้งานแคมเปญลิงก์กับพร็อพเพอร์ตี้ Google Analytics หรือไม่
เราทราบดีว่าความถูกต้องของข้อมูลมีความสำคัญเพียงใด และกำลังทํางานอย่างหนักเพื่อหาโซลูชันเพิ่มเติมที่จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้กับการรายงานต่อไป ในระหว่างนี้ หากเห็นว่ามีเซสชันที่มาจากแคมเปญน้อยลงและมีเซสชันที่เชื่อมโยงกับ "(not set)" มากขึ้น คุณสามารถเพิ่มพารามิเตอร์ UTM ลงในแคมเปญเพื่อใช้เป็นค่าสำรองได้ ขั้นตอนนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับแคมเปญที่อาจใช้พารามิเตอร์ความเป็นส่วนตัว เช่น WBRAID หรือ GBRAID
นี่คือตัวอย่างแท็กที่ติดด้วยตัวเองซึ่งควรเพิ่มนอกเหนือจากการติดแท็กอัตโนมัติ ?utm_source=google&utm_medium=cpc&utm_campaign=DemandGenCampaignName
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดแท็กด้วยตัวเองและวิธีรวบรวมข้อมูลแคมเปญด้วย URL ที่กำหนดเอง
ตรวจสอบว่าการตั้งค่าการนำเข้าและการส่งออกของ Google Ads ถูกต้อง (โฟลว์ข้อมูลและ Conversion ของ Google Analytics)
หากคุณแน่ใจว่าลิงก์บัญชีแล้ว แต่ยังไม่เห็นข้อมูลการคลิกหรือค่าใช้จ่าย ให้ตรวจสอบว่าได้เลือกตัวเลือกในการนําเข้าข้อมูลจากบัญชีที่ลิงก์ไปยังข้อมูลพร็อพเพอร์ตี้ที่เป็นปัญหาแล้ว
หากคุณพบปัญหาเกี่ยวกับข้อมูล Google Analytics (เช่น Conversion หรือเหตุการณ์) ที่ไม่เข้าสู่ Google Ads หรือความคลาดเคลื่อนระหว่าง 2 แพลตฟอร์ม สิ่งสําคัญคือต้องตรวจสอบการตั้งค่าการลิงก์และการนําเข้า
- ยืนยันการลิงก์บัญชี: ตรวจสอบว่าพร็อพเพอร์ตี้ Google Analytics ลิงก์กับบัญชี Google Ads อย่างถูกต้อง เพราะหากเชื่อมต่อบัญชีไม่ถูกต้อง ข้อมูลจะไหลเวียนไม่ได้
- ตรวจสอบการติดแท็กอัตโนมัติ: ยืนยันว่าได้เปิดใช้การติดแท็กอัตโนมัติในบัญชี Google Ads แล้ว เพื่อให้มีการระบุ GCLID ต่อท้าย URL ของโฆษณา ขั้นตอนนี้จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ Google Ads ระบุแหล่งที่มาของ Conversion และกิจกรรมในเว็บไซต์ที่รายงานโดย Google Analytics
- เปิดใช้การแชร์ข้อมูล: ในการตั้งค่า Google Ads (ในส่วน Data Manager > Google Analytics (Google Analytics) และ Firebase > จัดการและลิงก์) ให้ตรวจสอบว่าได้เปิดใช้ตัวเลือกการแชร์ข้อมูล เช่น "นําเข้ากลุ่มเป้าหมาย Google Analytics" และการแชร์ข้อมูลแคมเปญ/ค่าใช้จ่ายสําหรับพร็อพเพอร์ตี้ Google Analytics ที่ลิงก์แล้ว
- นําเข้าเหตุการณ์สําคัญเป็น Conversion: หากต้องการใช้เหตุการณ์ Google Analytics เป็น Conversion ใน Google Ads คุณต้องทําเครื่องหมายเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น "เหตุการณ์สําคัญ" ในอินเทอร์เฟซ Google Analytics ก่อน (ผู้ดูแลระบบ > การแสดงข้อมูล > เหตุการณ์ > ทําเครื่องหมายเป็นเหตุการณ์สําคัญ) หลังจากนี้ คุณต้องนําเข้าเหตุการณ์สําคัญเหล่านี้ไปยัง Google Ads เป็นการกระทําที่ถือเป็น Conversion (Conversion > + สร้างการกระทําที่ถือเป็น Conversion > นําเข้า > พร็อพเพอร์ตี้ Google Analytics > เว็บ)
- ตั้งค่าการกระทําที่ถือเป็น Conversion หลัก: ใน Google Ads ตรวจสอบว่าได้ตั้งค่าการกระทําที่ถือเป็น Conversion ของ Google Analytics ที่นําเข้าเป็น "หลัก" หากต้องการใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเสนอราคา การกระทำ "รอง" มีไว้สำหรับการสังเกตการณ์เท่านั้นและไม่มีผลต่อการเสนอราคา
- ทําความเข้าใจการระบุแหล่งที่มาของ Conversion: Google Ads ระบุแหล่งที่มาของ Conversion เป็นวันที่คลิกโฆษณา ส่วน Google Analytics และระบบแบ็กเอนด์อาจระบุแหล่งที่มาเป็นวันที่เกิด Conversion เมื่อเปรียบเทียบ ให้ใช้คอลัมน์ "Conv. ทั้งหมด (ตามเวลาที่เกิด Conv.)" ใน Google Ads เพื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้เวลาที่เกิด Conversion ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
หากคุณแน่ใจว่าลิงก์บัญชีแล้วและการตั้งค่าดูเหมือนจะถูกต้อง แต่ยังไม่เห็นโฟลว์ข้อมูลหรือจํานวน Conversion ที่คาดไว้ ให้ตรวจสอบการติดตั้งใช้งานแท็ก Google ของเว็บไซต์อีกครั้งสําหรับทั้ง Google Analytics และเครื่องมือวัด Conversion ที่เฉพาะเจาะจงของ Google Ads ตรวจสอบว่าแท็กเริ่มทํางานอย่างถูกต้องสําหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องและในหน้าที่ถูกต้อง
ดูวิธี [UA] ลิงก์/ยกเลิกการลิงก์ Google Ads กับ Analytics [เดิม]
ดูวิธีเชื่อมต่อ Google Ads กับ Google Analytics
ตรวจสอบวันที่ลิงก์บัญชี
ยืนยันว่าช่วงวันที่ที่คุณเปรียบเทียบรวมระยะเวลาในระหว่างที่บัญชี Google Ads และ Google Analytics ไม่ได้ลิงก์กัน ระบบจะไม่สร้างข้อมูลย้อนหลัง
เว็บไซต์มีการเขียน URL ใหม่ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์
การเพิ่มพารามิเตอร์อื่นลงใน URL อีกอาจทำให้กฎการเขียน URL ใหม่ไม่ทำงาน มีเว็บไซต์ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ยอมรับพารามิเตอร์ที่กำหนดเองใน URL และจะแสดงหน้าข้อผิดพลาดเมื่อคุณใส่พารามิเตอร์เหล่านั้น เราขอแนะนำให้คุณติดต่อผู้ดูแลเว็บเพื่อขออนุญาตให้ใช้พารามิเตอร์ของ URL ที่กำหนดเอง
หน้า Landing Page อาจเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้าเว็บอื่น
การเปลี่ยนเส้นทางในหน้า Landing Page อาจทำให้โค้ด Analytics ไม่สามารถเริ่มทำงานและระบุได้อย่างถูกต้องว่าการเข้าชมมาจากแคมเปญ Search ที่เสียค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น หากโฆษณานำไปยัง http://www.mydomain.com/index.html แต่คุณได้สร้างการเปลี่ยนเส้นทาง 301, 302 หรือ JavaScript จาก URL นั้นไปยัง http://www.mydomain.com/page2.html ข้อมูลแคมเปญที่แต่เดิมใส่ต่อท้ายหน้า Landing Page (เช่น พารามิเตอร์ GCLID หรือ UTM) จะสูญหายเมื่อเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งอาจทําให้เกิดปัญหาการระบุแหล่งที่มาและความคลาดเคลื่อนระหว่างการคลิกของ Google Ads กับเซสชันของ Google Analytics
ทำงานร่วมกับนักพัฒนาเว็บเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนเส้นทางของเว็บไซต์ ลักษณะการทำงานของ JavaScript หรือกระบวนการฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่อาจแก้ไขหรือนำพารามิเตอร์ของ URL ออก ทดสอบ URL ของหน้า Landing Page โดยตรงด้วยการต่อท้ายพารามิเตอร์ (เช่น ?gclid=test หรือ ?utm_source=test) เพื่อดูว่าพารามิเตอร์ยังอยู่หลังจากเปลี่ยนเส้นทางและอยู่ในหน้า Landing Page สุดท้ายหรือไม่ ตรวจสอบว่าแท็ก Google (สําหรับ Google Analytics) เริ่มทํางานก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเส้นทาง
ดูวิธีติดตามหน้าเปลี่ยนเส้นทาง
ตรวจสอบว่าระบบกำลังติดตามหน้า Landing Page ของโฆษณา
หากไม่มีการติดตามหน้า Landing Page ของโฆษณา ข้อมูลแคมเปญจะไม่ส่งไปยัง Analytics ตรวจสอบว่าคุณกำลังติดตามหน้า Landing Page ทั้งหมดของโฆษณา Google
ผู้ใช้อาจกำหนดการตั้งค่าเบราว์เซอร์ที่ทำให้ Analytics ซึ่งใช้ในเว็บไซต์ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้
ผู้ใช้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ผ่าน Google Ads อาจปิด JavaScript หรือรูปภาพ หรืออาจใช้เทคโนโลยีอื่นที่ทำให้ Analytics รายงานเกี่ยวกับผู้ใช้เว็บไซต์ (เช่น โดยการติดตั้งส่วนเสริมไม่ใช้ Analytics ในเบราว์เซอร์) ไม่ได้ ในบางกรณี Analytics อาจรายงานผู้ใช้เหล่านี้ไม่ได้ แต่มีการรายงานผู้ใช้ผ่าน Google Ads
ตรวจสอบว่าหน้า Landing Page โหลดโค้ดได้อย่างถูกต้อง
คลิกที่รายงานใน Google Ads แต่ไม่ได้รายงานใน Analytics อาจเป็นผลจากเหตุขัดข้องระหว่างกิจกรรมการคลิกของ Google Ads กับความสามารถในการโหลดโค้ดติดตามในหน้า Landing Page ในกรณีนี้ ให้ตรวจสอบว่าเซิร์ฟเวอร์ของเว็บโฮสติ้งทำงานอย่างถูกต้อง หน้าเว็บโหลดสำหรับผู้ใช้และ IP ทั้งหมด และมีการติดตั้งโค้ดติดตามในหน้าเว็บอย่างถูกต้อง
ดูวิธียืนยันแท็ก Google
ผู้ใช้กลับมาระหว่างช่วงอายุการทำงานของแคมเปญ
ในระหว่างช่วงอายุการทำงานของแคมเปญที่กำหนด ผู้ใช้ที่กลับมาที่เว็บไซต์จะนับเป็นการเข้าชมของแคมเปญนั้นๆ ในกรณีดังกล่าว คุณอาจเห็นจำนวนเซสชันมากกว่าการคลิก หากต้องการดูจำนวนเซสชันจากผู้ใช้ที่กลับมา ให้ดูข้ามแคมเปญตามประเภทผู้ใช้
ผู้ใช้กลับมาที่เว็บไซต์ผ่านทางบุ๊กมาร์ก
Analytics ใช้พารามิเตอร์ gclid ใน URL สุดท้ายเพื่อระบุการเข้าชมจากโฆษณา Google Ads พารามิเตอร์ gclid จะแสดงใน URL ของหน้า Landing Page เมื่อผู้ใช้มาถึงเว็บไซต์โดยการคลิกที่โฆษณา ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์คือ www.example.com เมื่อผู้ใช้คลิกที่โฆษณา URL จะปรากฏในแถบที่อยู่เป็นดังนี้
www.example.com/?gclid=123xyz
หากผู้ใช้ทำบุ๊กมาร์กเว็บไซต์พร้อมทั้งพารามิเตอร์ GCLID แล้ว Analytics จะบันทึกการเข้าชมจากบุ๊กมาร์กเหล่านี้ว่ามาจากโฆษณา Google Ads แต่ Google Ads จะไม่บันทึกการคลิกดังกล่าว (และระบบจะไม่เรียกเก็บเงินสำหรับเซสชันเหล่านี้จากผู้ลงโฆษณาเนื่องจากไม่ได้เป็นการคลิกโฆษณาที่แท้จริง)
เซิร์ฟเวอร์ล่าช้า
หากผู้ใช้มาที่เว็บไซต์ผ่านทางโฆษณาและออกจากหน้า Landing Page ก่อนที่โค้ดติดตามจะทำงาน ระบบก็จะไม่ส่งพารามิเตอร์ GCLID ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google และไม่เชื่อมโยงการคลิกนั้นกับเซสชัน จึงทำให้ข้อมูลการคลิกและเซสชันไม่ตรงกัน